วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ตะกร้อทีมหญิงซิวทองที่ 2

แฟนกีฬาชาวไทยได้เฮ!กันดัง ๆ ระลอกสอง หลังจากที่ตะกร้อทีมชุดหญิง โชว์ฟอร์มสมราคาเต็งจ๋า ไล่ต้อนเอาชนะ จีน ไปได้อย่างไม่ยากเย็น 2-0 คู่ คว้าเหรียญทองที่ 2 ให้ทัพนักกีฬาไทยได้สำเร็จ ในศึกเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 "กวางโจวเกมส์" ที่นครกวางเจา สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา

คู่แรกไทยส่ง ดารณี วงศ์เจริญ, แก้วใจ พุ่มสว่างแก้ว และ วันวิสาข์ จันทร์แก่น ลงทำหน้าที่ ก่อนเอาชนะไปได้ 21-10, 21-16 ขึ้นนำ 1-0 คู่

จากนั้นคู่ที่ 2 ธิดาวรรณ ดาวสกุล, นรีรัตน์ ตาขัน และ พิกุล สีดำ ก็ไม่ทำให้คนไทยผิดหวัง เก็บชัย 21-17, 21-11 ส่งผลให้ ไทย เอาชนะไปได้ 2-0 คู่ คว้าเหรียญทองที่ 2 ให้ทัพนักกีฬาไทยได้สำเร็จ หลังจากที่ได้ชื่นชมกับเหรียญทองแรกของ “น้องหยิน” สริตา ผ่องศรี จากกีฬาเทควันโด รุ่น 53 กิโลกรัมหญิง

ที่มา เดลินิวส์

“ไก่” หลังโหว่ “ปืน” ทะลวงใส้แตก “สิงห์” น่าแค่เจ๊า “บลูส์”

บิ๊กแมตช์ที่แฟนบอลพลาดไม่ได้ในวันเสาร์นี้ก็คือ “นอร์ท ลอนดอน ดาร์บี แมตช์” ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ระหว่าง อาร์เซนอล กับ สเปอร์ ซึ่งไฮไลต์สำคัญคือการวัดกันตัวต่อตัวของศิษย์เก่า เซาแธมป์ตัน อย่าง ธีโอ วัลคอตต์ และ แกเร็ธ เบล แต่ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เจอเกมยากกับ วีแกน แม้อาจจะได้ เวย์น รูนีย์ กลับมาสู่ทีม ขณะที่ เชลซี มีปัญหานักเตะเจ็บเพียบ ต้องลุ้นเอาตัวรอดกลับจาก เบอร์มิงแฮม และ ลิเวอร์พูล แม้ได้เล่นในแอนฟิลด์ แต่เจอ เวสต์แฮม ที่กำลังหนีตาย จึงไม่ง่ายแน่ ซึ่งความน่าจะเป็นของเกมเหล่านี้ รวมถึงเกมอื่น ๆ จะเป็นยังไง เราไปปรีวิวกันครับ
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
อาร์เซนอล (2) - สเปอร์ (7)
สนาม : เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม
เวลา : 19.45 น.
ถ่ายทอดสด : ทรูสปอร์ต 1 (101)
อาร์เซน เวนเกอร์ กุนซือ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ยังไม่มี โลร็องต์ กอสเซียลนี กองหลัง ที่ติดโทษแบน ขณะที่ โธมัส เวอร์มาเลน ยังไม่หายเจ็บยาว แต่มีลุ้นได้ อาบู ดิยาร์รา กลับมาประจำแดนกลาง และ แจค วิลเชียร์ ก็น่าจะสลัดเดี้ยงลงเล่นได้ ส่วนที่เหลือไม่มีปัญหานักเตะเจ็บเพิ่มให้ เวนเกอร์ ปวดหัว และเตรียมใช้นักเตะชุดใหญ่ลุยใส่คู่แค้นร่วมลอนดอนตอนเหมือนเต็มที่ โดยตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า มารูยาน ชามัค น่าจะได้โอกาสก่อน โรบิน ฟาน เพอร์ซี หลังฟอร์มดีในช่วงหลัง แม้ ฟาน เพอร์ซี กลับมาฟิตแล้วก็ตาม
แฮร์รี เรดแนปป์ ผู้จัดการทีม “ไก่เดือยทอง” ทอตแนม ฮอตสเปอร์ มีนักเตะเจ็บยาวเป็นหางว่าว โดยล่าสุด ทอม ฮัดเดิลสตัน ต้องผ่าข้อเท้า และพักถึง 3 เดือน ส่วน โจนาธาน วูดเกต, เจมี โอฮารา, ไมเคิล ดอว์สัน, ร็อบบี คีน, โจวานนี ดอส ซานโตส และ อารอน เลนอน ก็ยังเจ็บทั้งหมด ขณะที่ เจอร์เมน เดโฟ กลับมาซ้อมได้แล้ว แต่ยังไม่น่าจะพร้อม เช่นเดียวกับ เลดลีย์ คิง ที่ยังเจ็บ แต่แนวรุกยังมี ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท และ แกเร็ธ เบล เป็นทีเด็ด
ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม
อาร์เซนอล (4-5-1) : ลูคัส ฟาเบียนสกี, บาการี ซานญา, โยฮัน ฌูรู, เซบาสเตียน สกิลลาชี, กาแอล กลิชี, อเล็กซ์ ซง, เชส ฟาเบรกาส, แจค วิลเชียร์, ซามีร์ นาสรี, ธีโอ วัลคอตต์, มารูยาน ชามัค
สเปอร์ : (4-5-1) : เอเรลโญ โกเมส, อลัน ฮัตตัน, ยูเนส กาบูล, วิลเลียม กัลลาส, เบอร์นัวต์ อัสซู เอกอตโต, เจอร์เมน จีนาส, ลูกา โมดริช, วิลสัน ปาลาซิออส, แกเร็ธ เบล, ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท, ปีเตอร์ เคราช์
ความน่าจะเป็นของเกม : เป็นเกมนอร์ท ลอนดอน ดาร์บี แมตช์ ที่มีความหมายอย่างมาก ทั้งในเรื่องของศักดิ์ศรี และการลุ้นทำอันดับ โดยถ้าหาก อาร์เซนอล ชนะมีโอกาสแซง เชลซี ขึ้นไปนั่งจ่าฝูงอย่างน้อย 2 ชั่วโมง แต่ถ้าหาก สเปอร์ ชนะ จะทำแต้มจี้ติดเดอะ กันเนอร์ส 4 คะแนน ทั้ง 2 ฝ่ายจึงต้องลุยกันเต็มที่ และเนื่องด้วยธรรมชาติของกุนซือของทั้ง 2 ทีม ที่เน้นเกมรุกเป็นหลัก ทำให้น่าจะมีสกอร์ไหลมาเทมา แต่ดูแล้ว เกมรับ สเปอร์ ยังไว้ใจไม่ได้ พร้อมเสียประตูได้ตลอดเวลา ประกอบกับ อาร์เซนอล ได้เปรียบที่ได้เล่นในบ้าน จึงมีโอกาสคว้าชัยชนะสูงกว่า แต่เกมนี้อยากให้จับตาดูการปะทะกันของ แกเร็ธ เบล และ ธีโอ วัลคอตต์ อดีตคู่ซี้ที่ เซาแธมป์ตัน รวมถึงการห้ำหั่นกันของบรรดาจอมเทคนิคของทั้ง 2 ทีมอย่าง เชส ฟาเบรกาส และ ซามีร์ นาสรี ของเจ้าถิ่น และ ลูกา โมดริช กับ ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท ของทีมเยือนด้วย
ผลที่คาด : อาร์เซนอล ชนะ 3-1
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
เบอร์มิงแฮม (18) - เชลซี (1)
สนาม : เซนต์ แอนดรูว์
เวลา : 22.00 น.
ถ่ายทอดสด : ทรูสปอร์ต 3 (103)
อเล็กซ์ แม็คลีช บอสใหญ่ “เดอะ บลูส์” เบอร์มิงแฮม ไม่มีปัญหานักเตะบาดเจ็บเพิ่มเติม โดยมีเพียง ไมค์ เทย์เลอร์ และ เจมส์ แม็คฟาดเดน ที่ยังไม่พร้อม โดยคาดว่า แม็คลีช จะยังยึดผู้เล่นชุดเดิมเป็นหลัก เพราะเป็นกุนซือที่ไม่เปลี่ยนทีมมากนัก แต่ในแดนหน้านั้น อเล็กซานเดอร์ ฮเล็บ มีสิทธิจะสอดแทรกเป็นตัวจริง
คาร์โล อันเชลอตติ ผู้จัดการทีม “สิงห์สำอาง” เชลซี มีปัญหาในการจัดทัพอย่างหนัก โดยเฉพาะในแผงหลัง เมื่อนักเตะพากันเดี้ยงยกแผง โดย อเล็กซ์ ต้องผ่าเข่า ทำให้พักอย่างน้อย 6 สัปดาห์ ส่วน จอห์น เทอร์รี ก็ยังไม่ชัวร์ เพราะเจ็บขาขวา ทำให้ถ้าหาก “กัปตันเจที” ไม่พร้อม อาจจะต้องดัน เปาโล แฟร์ไรรา เข้ามายืนเซ็นเตอร์ฮาล์ฟอีกครั้ง นอกจากนั้น บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ก็จะโดนใบในนัดหน้าด้วย ถ้าหากเกมนี้โดนใบเหลือง ยังดีที่ แอชลีย์ โคล สลัดเดี้ยงลงเล่นได้ ส่วนแดนกลางก็ยังมีปัญหาเช่นกัน เมื่อจะยังไม่มี มิชาเอล เอสเซียง มิดฟิลด์คนสำคัญ ที่ติดโทษแบน และ แฟรงค์ แลมพาร์ด ก็เจ็บซ้ำ ยังต้องพักอีกราว 1 สัปดาห์ ส่วน ยอสซี เบนายูน ยังเจ็บ
ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม
เบอร์มิงแฮม (4-4-2) : เบน ฟอสเตอร์, สตีเฟน คาร์, โรเจอร์ จอห์นสัน, สกอตต์ แดนน์, เลียม ริดจ์เวลล์, แบร์รี เฟอร์กูสัน, คีธ ฟา เฮย์, เซบาสเตียน ลาร์สสัน, เคร็ก การ์ดเนอร์, นิโกลา ซิกิช, คาเมอรอน เจอโรม
เชลซี (4-3-3) : ปีเตอร์ เช็ก, โฮเซ โบซิงวา, บรานิสลาฟ อิวาโนวิช, เปาโล แฟร์ไรรา, แอชลีย์ โคล, จอห์น โอบี มิเกล, รามิเรส, ยูริ ซีร์คอฟ, ฟลอร็องต์ มาลูดา, นิโกลาส์ อเนลกา, ดิดิเยร์ ดร็อกบา
ความน่าจะเป็นของเกม : เกมนัดก่อนที่แพ้ ซันเดอร์แลนด์ คาบ้าน เชลซี มีปัญหาเยอะมาก เมื่อขาดกองหลังตัวหลักอย่าง เทอร์รี และ อเล็กซ์ รวมถึงมิดฟิลด์อย่าง มิชาเอล เอสเซียง ที่สำคัญเกมนี้ ยังไม่น่าจะมีใครที่สามารถกลับมาช่วยทีมได้ด้วย อันเชลอตติ จึงจะต้องพบงานหนัก สุด ๆ อีกครั้งแน่นอน อีกทั้ง เบอร์มิงแฮม เป็นทีมที่เหนียวแน่นในบ้าน แม้ปีนี้ผลงานจะตกลงไป แต่ช่วงหลังเริ่มทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เต็มที่ เชลซี น่าจะทำได้แค่บุกมาแบ่งแต้มเท่านั้น
ผลที่คาด : เสมอกัน 1-1
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
แบล็กพูล (15) - วูล์ฟส์ (19)
สนาม : บลูมฟิลด์ โรด
เวลา : 22.00 น.
เอียน ฮอลโลเวย์ กุนซืออารมณ์ดีของ “เดอะ ซีไซด์เดอร์ส” แบล็กพูล เจอปัญหาใหญ่ เมื่อ ชาร์ลี อดัม มิดฟิลด์กัปตันทีมคนเก่ง ได้รับบาดเจ็บจากเกมทีมชาติ ทำให้ยังไม่แน่ว่าจะลงเล่นได้หรือไม่ โดยจะต้องเช็กความฟิตก่อนเกมอีกครั้ง นอกจากนั้น แมทธิว จิลค์ส โกลคนเก่ง ก็มีอาการบาดเจ็บรบกวนด้วย แต่คาดว่าน่าจะลงเฝ้าเสาได้ ส่วนตัวเจ็บคนอื่น ๆ ก็ยังเหมือนเดิม คือ เดเคล คีแนน, เคร็ก คาธคาร์ท, อเล็กซ์ บาปติสตา และ บิลลี คลาร์ค
มิค แม็คคาร์ธี ผู้จัดการทีม “หมาป่า” วูล์ฟแฮมป์ตัน ต้องเช็กอาการของ สตีเฟน วอร์ด กองหลัง ที่เจ็บขา ขณะที่ เดวิด เอดเวิร์ดส์ ก็ไม่แน่ เพราะเจ็บกล้ามเนื้อต้นขา แต่ ไมเคิล ไคท์ลีย์ และ อัดเลเน ดูดิอูรา ไม่พร้อมแน่นอน เพราะยังเจ็บยาว ส่วน เควิน ดอยล์ มีอาการกระดูกมือแตก แต่น่าจะลงล่าตาข่ายได้
ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม
แบล็กพูล (4-5-1) : แมทธิว จิลค์ส, เอียน อีแวตต์, เดวิด คาร์นีย์, สตีเฟน เครนีย์, นีล อาร์ดลีย์, เดวิด วอห์น, ชาร์ลี อดัม, แกรี เทย์เลอร์ เฟลทเชอร์, ลุค วาร์นีย์, เอลเลียต แกรนแดง, ดีเจ แคมป์เบลล์
วูล์ฟส์ (4-4-2) : มาร์คัส ฮาห์นีมันน์, เควิน โฟลีย์, จอร์จ เอโลโคบี, สตีเวน มูโยโคโล, ริชาร์ด สเตียร์แมน, สตีเฟน ฮันท์, แมทธิว จาร์วิส, คาร์ล เฮนรี, เนนาด มิลิยาส, เควิน ดอยล์, ซิลแวง อีแบงค์ส เบลค
ความน่าจะเป็นของเกม : แบล็กพูล เป็นทีมที่เน้นทีมเวิร์ก และมีผลงานในบ้านค่อนข้างดี ขณะที่ วูล์ฟส์ เน้นเหนียวแน่นแล้วหาจังหวะฉาบฉวยจากบรรดาตัวจี๊ดเข้าทำ ทำให้เกมนี้ ทีมหมาป่าน่าจะตั้งรับแล้วรอสวนกลับ ขณะที่ แบล็กพูล คงเปิดเกมรุกเข้าใส่เอาใจแฟนบอลเหมือนเดิม ซึ่งดูแล้วเจ้าถิ่นมีโอกาสชนะมากกว่า และไม่น่าจะแย่ถึงกับแพ้ด้วย
ผลที่คาด : แบล็กพูล ชนะ 2-1
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
โบลตัน (5) - นิวคาสเซิล (8)
สนาม : รีบอค สเตเดี้ยม
เวลา : 22.00 น.
โอเวน คอยล์ ผู้จัดการทีม “เดอะ ทรอตเตอร์ส” โบลตัน ที่กำลังบินสูงอยู่ในเวลานี้ มีปัญหานักเตะเจ็บแค่คนเดิม ๆ คือ ริคาร์โด การ์ดเนอร์, เจลอยด์ ซามูเอล, ฌอน เดวิส และ โจอี โอไบรอัน ส่วนที่เหลือพร้อมเป็นตัวเลือกทั้งหมด และยังจะได้ เกรตาร์ สไตน์สสัน แบ๊กขวาตัวจริงพ้นโทษแบนกลับมาช่วยทีมด้วย โดย คอยล์ น่าจะยึดชุดเก่งตัวเดิมลงเล่นต่อไป โดยมี เควิน เดวีส์ และ โยฮัน เอลมานเดอร์ เป็นทีเด็ดในแดนหน้า
คริส ฮิวจ์ตัน กุนซือ “สาลิกาดง” นิวคาสเซิล เจอปัญหาใหญ่ เมื่อ ไรอัน เทย์เลอร์ ได้รับบาดเจ็บหนักที่ข้อเท้าระหว่างการซ้อม ทำให้จะต้องพักถึงราว 3 เดือน ขณะที่ โชลา อเมโอบี, ฮาเต็ม เบน อาร์กฟา, สตีฟ ฮาร์เปอร์ และ แดน กอสลิง ก็ยังเจ็บยาวทั้งหมด ส่วน แอนดี คาร์โรลล์ กองหน้าตัวใหม่ของทีมชาติอังกฤษ มีอาการบาดเจ็บรบกวน ทำให้ต้องเช็กความฟิตก่อนเกม แต่ สตีเวน เทย์เลอร์ กองหลังกัปตันทีม ฟิตเต็มที่แล้ว มีลุ้นกลับมาเป็นตัวจริง
ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม
โบลตัน (4-4-2) : ยุสซี ยัสเคไลเนน, พอล โรบินสัน, แซต ไนท์, แกรี เคฮิลล์, เกรตาร์ สไตน์สสัน, แมทธิว เทย์เลอร์, ฟาบริซ มูวัมบา, สจวร์ต โฮลเดน, ลี ชอง ยอง, เควิน เดวีส์, โยฮัน เอลมานเดอร์
นิวคาสเซิล (4-5-1) : ทิม ครูล, ฟาบริซิโอ โคลอชชินี, ไมค์ วิล เลียมสัน, แดนนี ซิมป์สัน, โฆเซ เอ็นริเก, เควิน โนแลน, ชีค ติโอเต, แดนนี กัธรี, โฮนาส กูเตียร์เรซ, เวย์น เราท์เลดจ์, แอนดี คาร์โรลล์, ปีเตอร์
ความน่าจะเป็นของเกม : โบลตัน ทำผลงานได้อย่างคงเส้นคงวาเหลือเชื่อ และกำลังอยู่ในฟอร์มที่ดี ทุกคนในทีมจึงกำลังมั่นใจ ขณะที่ นิวคาสเซิล ดีกับแย่สลับกันไป ยังเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ เกมนี้จึงคาดเดาค่อนข้างยาก และออกได้ทุกหน้าเลยทีเดียว แต่ โบลตัน ได้เล่นในบ้าน และกำลังบินสูงยังไงก็มีโอกาสชนะมากกว่า
ผลที่คาด : โบลตัน ชนะ 2-1
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
แมนฯ ยูไนเต็ด (3) - วีแกน (17)
สนาม : โอลด์ แทรฟฟอร์ด
เวลา : 22.00 น.
ถ่ายทอดสด : ทรูสปอร์ต 1 (101)
“ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด น่าจะได้ เวย์น รูนีย์ กองหน้าตัวเก่ง กลับมาสู่ทีมอีกครั้ง หลังกลับมาฟิตสมบูรณ์แล้ว แต่ยังต้องวัดใจ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ว่าจะส่งเป็นตัวจริงทันทีหรือไม่ ส่วนตัวเจ็บยังมีอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น ราฟาเอล, โอเวน ฮาร์กรีฟส์, อันแดร์สัน, ไมเคิล โอเวน และ อันโตนิโอ วาเลนเซีย แต่ ไรอัน กิกส์ น่าจะพร้อมกลับมาลงสนาม และยังจะได้ พอล สโคลส์ พ้นโทษแบน กลับมาบงการเกมได้ด้วย แต่ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ มีสิทธิหลุดเป็นสำรอง หลังฟอร์มบู่อีกครั้ง ทำให้ ฮาเวียร์ “ชิชาริโต” เฮอร์นานเดซ และ เฟเดริโก มาเคดา ต้องแย่งตำแหน่งตัวจริง
โรแบร์โต มาร์ติเนซ กุนซือ “เดอะ ลาติกส์” วีแกน ไม่มีปัญหานักเตะเจ็บเพิ่ม โดยมีเพียง เอเมอร์สัน บอยซ์ และ เจมส์ แม็คคาร์ธี ที่ยังเจ็บยาว ส่วนตัวอื่นพร้อมลงเล่นทั้งหมด โดย วิคเตอร์ โมเสส มีโอกาสสอดแทรกเป็นตัวจริง หลังฟอร์มดีใน 2 เกมหลัง
ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม
แมนฯ ยูไนเต็ด (4-4-2) : เอดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์, เวส บราวน์, ริโอ เฟอร์ดินานด์, เนมันยา วิดิช, ปาทริซ เอฟรา, ดาร์เรน เฟลทเชอร์, ไมเคิล คาร์ริค, พอล สโคลส์, นานี, เวย์น รูนีย์, ฮาเวียร์ เฮอร์นานเดซ
วีแกน (4-5-1) : อาลี อัล ฮับซี, แกรี คัลด์เวลล์, อันโตลิน อัลคาราซ, สตีฟ โกอูรี, รอนนี สตัม, โมฮาเหม็ด เดียเม, ทอม เคลฟเวอร์ลีย์, ชาร์ลส์ เอ็นซอกเบีย, ฆอร์ดี โกเมซ, วิคเตอร์ โมเสส, ฮูโก โรดาเยกา
ความน่าจะเป็นของเกม : วีแกน เป็นทีมหนึ่งที่คาดเดาลำบากที่สุดในโลก เพราะบทจะดีก็ดีใจหาย แต่บทจะร้ายก็ไม่เอามันซะงั้น แต่ผลงานของเดอะ ลาติกส์ ในช่วงหลัง อยู่ในช่วงขาขึ้น แมนฯ ยูไนเต็ด จึงอาจจะเจอปัญหาบ้างเหมือนกัน อย่างไรก็ดี ทีมผีแดงเล่นในบ้าน โอกาสแพ้ หรือแม้แต่เสมอน้อยมาก แถมนี่คือโอกาสอันดีที่จะทำแต้มจี้ เชลซี เฟอร์กี และลูกทีมจึงไม่พลาดเก็บ 3 คะแนนแน่นอน และถ้าหากได้เร็ว ๆ เป็นไปได้ที่สกอร์อาจจะไหล
ผลที่คาด : แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-0
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
เวสต์บรอม (12) - สโตค (10)
สนาม : เดอะ ฮอว์ธอร์นส์
เวลา : 22.00 น.
ถ่ายทอดสด : ทรูสปอร์ต 2 (102)
โรแบร์โต ดิ มัตเตโอ ยอดกุนซือหนุ่มของ “เดอะ แบกกีส์” เวสต์บรอมวิช อัลเบียน แทบจะไม่มีปัญหานักเตะตัวหลักบาดเจ็บ โดยมีเพียง โยนาส โอลส์สัน ที่เจ็บ และลงไม่ได้แน่นอน แต่มีลุ้นจะได้ อิสมาเอล มิลเลอร์ กองหน้าร่างใหญ่ กลับมาล่าตาข่ายอีกครั้ง และ กอนซาโล ยารา ยังติดโทษแบนเป็นนัดสุดท้าย
โทนี พูลิส บิ๊กบอส “ช่างปั้นหม้อ” สโตค ที่นัดก่อนเพิ่งโค่น ลิเวอร์พูล มีนักเตะเจ็บแค่คนเดียวคือ มามาดี ซิดิเบ กองหน้า ที่เอ็นร้อยหวายขาด จนต้องพักยาว แต่ที่เหลือพร้อมลงสนามได้หมด และ พูลิส จะยังยึดผู้เล่นตัวหลักชุดเดิมลงเล่นต่อไป และน่าจะจัดกองหน้าลงสนามพร้อมกัน 2 คนคือ ริคาร์โด ฟูลเลอร์ และ เคนวิน โจนส์ เหมือนเดิม
ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม
เวสต์บรอม (4-5-1) : สกอตต์ คาร์สัน, นิคกี ชอรีย์, พอล ชาร์เนอร์, กาเบรียล ทามาส, ปาโบล อิบานเยซ, สตีเวน รีด, เจอโรม โธมัส, คริส บรันท์, เจมส์ มอร์ริสัน, ยุสซุฟ มูลุมบู, ปีเตอร์ โอเดมวินกี
สโตค (4-4-2) : แอชเมียร์ เบโกวิช, แอนดี วิลกินสัน, โรเบิร์ต ฮูธ, แดนนี คอลลินส์, ไรอัน ชอว์ครอสส์, รอรี ดีแลป, แมทธิว เอเธอริง ตัน, ดีน ไวท์เฮด, เจอร์เมน เพนแนนท์, ริคาร์โด ฟูลเลอร์, เคนวิน โจนส์
ความน่าจะเป็นของเกม : น่าจะเป็นอีกเกมที่มันทีเดียว เพราะ เวสต์บรอมฯ ทำผลงานค่อนข้างดีในปีนี้ ขณะที่ สโตค กำลังมั่นใจ เพราะเพิ่งชนะ ลิเวอร์พูล แต่ถามว่าทีมใดมีโอกาสชนะมากกว่ากัน ต้องบอกว่าตอบยากจริง ๆ และเป็นไปได้ทุกหน้า เพราะทั้ง 2 ทีมยังยืนระยะยาว ๆ ไม่ได้ เกมนี้จึงเป็นอีกเกมที่อาจจะจบด้วยการแบ่งแต้ม
ผลที่คาด : เสมอกัน 1-1
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
ลิเวอร์พูล (11) - เวสต์แฮม (20)
สนาม : แอนฟิลด์
เวลา : 00.30 น.
ถ่ายทอดสด : ทรูสปอร์ต 3 (103)
รอย ฮอดจ์สัน ผู้จัดการทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ต้องลุ้นความฟิตของ เฟอร์นานโด ตอร์เรส กองหน้าคนเก่ง ที่เจ็บจากเกมที่แล้ว ขณะที่ ลูคัส เลวา มิดฟิลด์บราซิล ติดโทษแบน แต่ตัวเจ็บที่เหลือยังมีแค่ แบรด โจนส์ กับ ดาเนียล แอกเกอร์ และมีลุ้นได้ โจ โคล สลัดเดี้ยงกลับมากระชาก ได้อีกครั้ง ส่วนตัวอื่นก็น่าจะยึดชุดเดิมโดยเปลี่ยนแค่ คริสเตียน โพลเซน ที่จะลงมาแทน ลูคัส
อัฟราม แกรนท์ กุนซือยิวของ “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยังมีนักเตะเจ็บหลายคน โดย มาร์ค โนเบิล เดี้ยงจากเกมที่แล้ว ทำให้ไม่น่าจะได้ลง ขณะที่ โธมัส ฮิตเซิลสแปร์สเกอร์, ซาวอน ไฮนส์ และ แจค คอลลิสัน ยังไม่พร้อมทั้งหมด แต่อาจจะได้ ทาล เบน ฮาอิม หายเจ็บข้อเท้า กลับมาลงเล่นอีกครั้ง ส่วนตัวอื่นยังยึดชุดเดิม โดยวาง เฟเดริก ปิกิยอน เป็นตัวเป้า
ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม
ลิเวอร์พูล (4-4-2) : เปเป เรนา, เจมี คาร์ราเกอร์, มาร์ติน สเคอร์เทล, โซติริออส คีร์เกียกอส, พอล คอนเชสกี, สตีเวน เจอร์ราร์ด, คริสเตียน โพลเซน, มักซี โรดริเกซ, ราอูล ไมเรเลส, เดิร์ค เคาต์, เฟอร์นานโด ตอร์เรส
เวสต์แฮม (4-4-2) : โรเบิร์ต กรีน, แมทธิว อัพสัน, แดนนี แกบ บิดอน, ลาร์ส จาค็อบเซน, เฮริตา อิลุงกา, คีรอน ดายเออร์, หลุยส์ บัวมอร์ต, ปาโบล บาร์เรรา, สกอตต์ ปาร์คเกอร์, วิคเตอร์ โอบินนา, เฟเดริก ปิกิยอน
ความน่าจะเป็นของเกม : ลิเวอร์พูล กลับมาทำผลงานห่วยอีกครั้ง และหวังพึ่งแค่ ตอร์เรส กับ เจอร์ราร์ด ทำให้คู่แข่งจับทางได้หมด แต่ เวสต์แฮม ถึงแม้รูปเกมโดยรวมจะเล่นได้ดี และมีหลายเกมที่ทำสกอร์ออกนำคู่แข่งไปก่อน แต่สุดท้ายตกม้าตายทุกที เพราะความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแนวรับ เกมนี้จึงน่าจะเกิดสกอร์เยอะ และด้วยชื่อชั้นผู้เล่น ประกอบกับสถานการณ์ของทีมที่พลาดไม่ได้อีกแล้ว ทำให้ ลิเวอร์พูล น่าจะมีโอกาสเป็นผู้ชนะมากกว่า
ผลที่คาด : ลิเวอร์พูล ชนะ 2-1
ที่มา เดลินิวส์

วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

พิธีเปิด"กวางโจวเกมส์"2010สุดอลังการ

"กวางโจวเกมส์" เปิดฉากสุดอลังการ เป็นสัญญาณการชิงชัยเชิงกีฬาของ 45 ชาติในเอเชีย ที่จะชิง 476 ทองจาก 42 กีฬา ก่อนปิดฉากในวันที่ 27 พ.ย.นี้
ในที่สุดมหกรรมการแข่งขันกีฬาของชาวเอเชีย เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 "กวางโจวเกมส์" ซึ่งเมืองกวางโจว ประเทศจีน เป็นเจ้าภาพ ก็ได้ทำการเปิดฉากอย่างเป็นทางการไปแล้ว เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่จัตุรัสไฮ่ ซิน ซา ซึ่งเป็นเกาะกลางแม่น้ำจูเจียง หรือแม่น้ำไข่มุก ที่เป็นแม่น้ำสายสำคัญของเมืองกวางโจว นครทางตอนใต้ของจีน โดยจะมีนายเหวิน เจีย เป่า นายกรัฐมนตรีของจีน เป็นประธาน พร้อมด้วย ชีค อาเหม็ด อัล ฟาฮัด อัล ซาบาห์ ประธานโอลิมปิกแห่งเอเชีย (โอซีเอ) และผู้นำของหลายชาติในเอเชีย รวมถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทยด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศก่อนที่พิธีเปิดการแข่งขันจะเริ่มขึ้นในเวลาประมาณ 19.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ผู้ชมได้เริ่มทยอยเข้าสู่สนามตั้งแต่เวลา 16.00 น. โดยมีเจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยตรวจตราอาวุธอย่างเข้มงวด กระทั่งเข้าสู่วินาทีสำคัญ การเริ่มงานอย่างเป็นทางการซึ่งเริ่มต้นด้วยการแสดงคอนเสิร์ตที่เจ้าภาพระดมนักร้องนักดนตรีชื่อก้องจากทั่วเอเชียมาร่วมโชว์ฝีมือ รวมถึงนักแสดงชื่อดังอย่าง จาง ซี ยี และนักเปียโนระดับโลก หลาง หลาง จากนั้นการแสดงการการล่องเรือ 45 ลำ ที่ล่องตามแม่น้ำจูเจียงมาเป็นระยะทาง 9.3 กม. ซึ่งหมายถึงการเข้าร่วมการแข่งขันของนักกีฬาจาก 45 ชาติ การเชิญธงชาติจีน และบรรเลงเพลงรีวิวัล ที่ประพันธ์ขึ้นสำหรับงานฉลองครบรอบ 60 ปีแห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามด้วยขบวนนักกีฬาเข้าสู่สนาม

ในส่วนของทัพนักกีฬาไทยนั้น จะเดินพาเหรดเข้าสู่สนามเป็นลำดับที่ 37 มี “เจ้าปิ๊ก” ดนัย อุดมโชค นักเทนนิสมือหนึ่งของไทยเป็นผู้ถือธงชาติไทยนำหน้าขบวนนักกีฬา ปิดท้ายด้วยขบวนของเจ้าภาพ จีน ซึ่งมี จิน ซิ เว่ย นักพายเรือเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกเป็นผู้ถือธง จากนั้นนายกรัฐมนตรีของจีนกล่าวเปิดการแข่งขัน ต่อด้วยการเชิญธงโอซีเอขึ้นสู่ยอดเสา การกล่าวคำปฏิญาณตนโดย ฟู ไห่ เฟิง นักกีฬาแบดมินตัน และ เยี่ยน หนี หนัน นักกีฬายิมนาสติก จากนั้นจึงเป็นพิธีจุดคบเพลิงเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ

สำหรับการแสดงของจีนนั้น แบ่งออกเป็น 4 องก์ คือ การออกเดินเรือมีการโชว์ม่านน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก เทพธิดาแห่งแม่น้ำจูเจียง 48 นาง ร่ายรำบนผิวน้ำ, องก์ 2 กลีบดอกนุ่นขนาดยักษ์ 120 กลีบ รวมตัวเป็นดอกนุ่นขนาดมหึมา เป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรือง องค์ 3 เรือใบนับพันลำแข่งขันแล่นลงทะเล แสดงภาพการผ่านความสำเร็จของจีนในการเปิดตัวสู่โลกภายนอก ความเจริญทางอารยธรรม ผสมผสานกับความสำเร็จ ในด้านต่าง ๆ อาทิ สนามรังนก ที่ใช้จัดโอลิมปิกเกมส์ 2008 ,อาคารที่จัดแสดงงานเวิร์ล เอ็กซ์โป 2010 และ หอส่งสัญญาณโทรทัศน์แห่งใหม่ในกวางโจว องก์ 4 คำเชื้อเชิญจากเมืองแห่งดอกไม้ เป็นการโชว์การลั่นกลอง เล่อเต๋อกู เอกลักษณ์ของกวางโจว 520 คน พร้อมบทเพลง ซัน ไรส์ ฟอร์ม อีสต์ หรือ ตะวันขึ้นทางทิศตะวันออก โดยนักร้องชื่อดังแห่งเอเชีย ปิดท้ายด้วยการจุดพลุเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่กว่า 40,000 นัด

สำหรับการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 จะไปจนถึงวันที่ 27 พ.ย.นี้ มีการชิงชัยกันทั้งสิ้น 476 เหรียญทอง จาก 42 ชนิดกีฬา มีนักกีฬาจาก 45 ชาติในเอเชียเข้าร่วมแข่งขัน โดยประเทศไทย ส่งนักกีฬาเข้าร่วมทั้งสิ้น 829 คน จาก 39 ชนิดกีฬา ตั้งความหวังไว้ที่ 13-16 เหรียญทอง
พิธีเปิด"กวางโจวเกมส์"2010สุดอลังการ
ที่มา komchadluek

ข้อมูลเอเชียนเกมส์ 2010

ข้อมูลเอเชียนเกมส์ 2010
เอเชียนเกมส์ 2010 เป็นการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 16 จัดขึ้นที่ เมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 12 ถึง 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 นับเป็นเมืองที่สองของจีน ที่เป็นเจ้าภาพการแข่งขันรายการนี้ หลังจากเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 11 ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2533

มี 45 ประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน เพื่อชิง 476 เหรียญทองใน 42 ชนิดกีฬา นับเป็นเอเชียนเกมส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดมา ทั้งนี้ ยังมีเมืองใกล้เคียงอีกสามแห่ง ร่วมเป็นเจ้าภาพกับกว่างโจวด้วยคือ เมืองตงก่วน โฝซาน และซั่นเหว่ย นอกจากนั้น ในการแข่งขันครั้งนี้ ยังได้เริ่มทดลองบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ ๆ เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 17 ในปี พ.ศ. 2557 ที่เมืองอินชอน ของเกาหลีใต้ด้วย

การเสนอชื่อเป็นเจ้าภาพ
ผลการเสนอชื่อเป็นเจ้าภาพในโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 กว่างโจวได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2010 การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเมืองที่เคยเสนอชื่อเป็นเจ้าภาพได้ถอนตัวไปด้วยสาเหตุที่แตกต่างกัน โซลถอนตัวเมื่อพิจารณาว่าช่วงห่างระหว่าง พ.ศ. 2545 และ พ.ศ. 2553 สั้นเกินไป เนื่องจากเมื่อแปดปีที่แล้ว เกาหลีใต้เคยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันที่ปูซาน ในปี พ.ศ. 2545 กัวลาลัมเปอร์ถูกบีบให้ถอนการเสนอชื่อ หลังจากถูกคว่ำบาตรโดยคณะรัฐมนตรี เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการจัดการแข่งขันสูงเกินไป ทำให้เหลือกว่างโจวเพียงแห่งหนึ่งที่ยังไม่ถอนตัว
พิธีเปิด
พิธีเปิดการแข่งขันจัดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ณ เกาะเทียมไห่ซินซา กลางแม่น้ำจูเจียน โดยใช้แนวความคิด "แผ่นดินและทะเล" มีนายเหวน เจีย เป่า นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประธาน และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย ร่วมในพิธีเปิดด้วย ในพิธีเปิดนี้ จาง จื่ออี๋ นักแสดงและนักร้องชื่อดังของจีนร่วมแสดงด้วย สำหรับการเดินเข้าสู่สนามของนักกีฬาและเจ้าหน้าที่นั้นเรียงลำดับประเทศตามอักษรภาษาอังกฤษ ประเทศไทยเป็นลำดับที่ 39 โดยดนัย อุดมโชค เป็นผู้เชิญธงชาติ มีการบรรเลงเพลงลอยกระทงประกอบขบวน ส่วนการจุดคบเพลิงนั้น เหอ ซ่ง นักกีฬากระโดดน้ำได้จุดคบเพลิงใส่ประทัดยักษ์พุ่งเปลวไฟใส่คบเพลิงเสาสูงที่ประกอบในช่วงการแสดง[ต้องการอ้างอิง]

ประเทศที่เข้าร่วมมีทั้งหมด 45 ประเทศ
กัมพูชา
กาตาร์
เกาหลีใต้
เกาหลีเหนือ
คาซัคสถาน
คีร์กีซสถาน
คูเวต
จอร์แดน
จีน
ญี่ปุ่น
ซาอุดีอาระเบีย
ซีเรีย
ติมอร์ตะวันออก
เติร์กเมนิสถาน
จีนไทเป
ทาจิกิสถาน
ไทย
เนปาล
บรูไน
บังกลาเทศ
บาห์เรน
ปากีสถาน
ปาเลสไตน์
พม่า
ฟิลิปปินส์
ภูฏาน
มองโกเลีย
มัลดีฟส์
มาเก๊า
มาเลเซีย
เยเมน
ลาว
เลบานอน
เวียดนาม
ศรีลังกา
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สิงคโปร์
อัฟกานิสถาน
อินเดีย
อินโดนีเซีย
อิรัก
อิหร่าน
อุซเบกิสถาน
โอมาน
ฮ่องกง
ที่มา จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

แย่! ฉาวทั่วโลกนักรักบี้ออสซี่มีเซ็กส์กับ…หมา

โจเอล
วงการรักบี้แดนจิงโจ้สุดช็อก! เมื่อ “โจเอล โมนาแกน” ผู้เล่นทีมแคนเบอร์รา ไรเดอร์ส ออกมายอมรับภาพหลุดที่ปลิวว่อนในอินเตอร์เน็ตเป็นภาพคนกำลังมีเซ็กส์กับ สุนัขคือ ภาพของตัวเขาเองจริงๆ

หลังมีภาพฉาวกระฉ่อนอินเตอร์เน็ตแดนจิงโจ้ เป็นรูปชายหนุ่มร่างกำยำกำลังทำวิตถารมีเซ็กส์กับสุนัข ล่าสุด โจเอล มอนนาแกน ผู้เล่นตำแหน่งปีกของทีมรักบี้ “แคนเบอร์รา ไรเดอร์ส” ออกแถลงการณ์ยอมรับผ่านผู้จัดการส่วนตัว จิม บานาแกน สารภาพเป็นรูปภาพของตัวเขาเอง พร้อมรับผิดว่าทำไปเพราะเมา และขาดความยั้งคิด

“โจเอล ไม่สามารถโทษใครได้เลย นอกจากตัวของเขาเองที่ทำอะไรโง่ๆ แบบนั้นลงไป มันเป็นช่วงเวลาแห่งความโง่เขลาต่ำต้อยจากการดื่มมากเกินไป และปราศจากการยั้งคิด รวมถึงจะเป็นสิ่งที่ตามหลอกหลอนเขาไปตลอดชีวิต”

“โจ เอล อยากเคลียร์ให้มันชัดเจนว่า เขาทำเรื่องแผลงๆ นี้เพียงคนเดียว โดยปราศจากเพื่อนร่วมทีมคนไหนในภาพล้อเล่นดังกล่าว ขณะเดียวกัน เขาก็ไม่มีคำพูดใดจะอธิบาย เพราะมันคงไม่มีคำไหนที่เหมาะสมพอ” แถลงการณ์ระบุ
ที่มา-ไทยรัฐ

วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ วูล์ฟแฮมป์ตัน - เวสต์แฮม [บทวิเคราะห์วิจารณ์]

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แมนฯ ยูไนเต็ด - เวสต์บรอมวิช [บทวิเคราะห์วิจารณ์แบบฟันธง]
วูล์ฟแฮมป์ตัน - เวสต์แฮม
สนาม : โมลินิวซ์ กราวน์
เวลา : 21.00 น.
ถ่ายทอดสด : ทรูสปอร์ต 6
“หมาป่า” วูล์ฟแฮมป์ตัน มีแค่ 5 แต้มจาก 7 นัด อยู่รองบ๊วยของตาราง เกมนี้ มิค แม็คคาร์ธี หมดสิทธิใช้งาน เควิน ดอยล์ ดาวยิงตัวเก่ง รวมถึง โรนัลด์ ซูบาร์ และ อัดเลเน เกอดิอูรา ที่มีอาการบาดเจ็บ ส่วน สตีเฟน ฮันท์ มีลุ้นประเดิมสนามกับทีม หลังเจ็บเท้าต้องพักยาวมานับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ขณะที่ คาร์ล เฮนรี กัปตันทีม ติดโทษแบนจากการโดนใบแดงในเกมที่แล้วเป็นนัดแรกจากทั้งหมด 3 นัด โดย เดวิด โจนส์ น่าจะได้ลงเล่นแทน โดย 11 ตัวจริงที่คาดประกอบด้วย มาร์คัส ฮานีห์มันน์ เป็นนายทวาร กองหลังประกอบด้วย โจดี แครดด็อค, คริสตอฟ แบร์รา, เควิน โฟลีย์ และ ไมเคิล มานเซียนน์ ส่วนกองกลางมี เดวิด โจนส์, เดวิด เอ็ดเวิร์ดส์, แมทธิว ยาร์วิส และ สตีเวน วอร์ด ส่วนกองหน้าเป็น ซิลแวง อีแบงก์ส-เบล็ค กับ สตีเวน เฟล็ทเชอร์
ด้าน “ขุนค้อน” ทีมเยือน มี 5 แต้มจาก 7 นัดเท่ากัน แต่อยู่อันดับ สุดท้ายเพราะลูกได้เสียเป็นรอง เกมนี้ อัฟราม แกรนท์ กุนซือชาวอิสราเอล ต้องรอเช็กความฟิตของ วาลอน เบห์รามี และ โธมัส ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ 2 กองกลางของทีม โดยรายแรกมีลุ้นลงสนามในเกมนี้ โดย 11 ตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนามของ เวสต์แฮม ประกอบด้วย โรเบิร์ต กรีน เป็นนายทวาร กองหลัง มี แมทธิว อัพสัน, ลาร์ส ยาค็อปเซน, แดนนี แกบบิดอน และ มานูเอล ดา คอสตา ส่วนกองกลางมี สกอตต์ ปาร์คเกอร์, มาร์ค โนเบิล และ คีรอน ดายเออร์ ส่วน 3 ประสานในแนวรุกประกอบด้วย วิคเตอร์ โอบินนา, เฟรเดอริค ปิกิยอนน์ และ คาร์ลตัน โคล
แนวโน้มของเกม - รูปเกมของศึกหนีตายระหว่างทีมบ๊วยกับรองบ๊วย น่าจะออกมาเข้มข้นไม่น้อย เนื่องจากทั้ง 2 ทีมต่างต้องการชัยชนะเป็นอย่างยิ่ง แถมชื่อชั้นของนักเตะยังพอฟัดพอเหวี่ยง ดูแล้วโอกาสที่ทั้งคู่จะเสมอแบ่งกันไปทีมละแต้มมีสูงลิบเลยทีเดียว
สกอร์ที่คาด - วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส เสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 2-2.

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ วูล์ฟแฮมป์ตัน - เวสต์แฮม [บทวิเคราะห์วิจารณ์]
ที่มา เดลินิวส์

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฟูแลม - สเปอร์ [บทวิเคราะห์วิจารณ์แบบฟันธง]

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แมนฯ ยูไนเต็ด - เวสต์บรอมวิช [บทวิเคราะห์วิจารณ์แบบฟันธง]
ฟูแลม - สเปอร์
สนาม : คราเวน ค็อตเทจ
เวลา : 21.00 น.
“เจ้าสัวน้อย” มี 9 แต้ม จาก 7 นัด รั้งอันดับ 10 ของตาราง โดยเกมนี้ มาร์ค ฮิวจ์ส กุนซือของทีมต้องเจอปัญหานักเตะบาดเจ็บหลายคน ไม่ว่าจะเป็น สตีเฟน เคลลี, ฟิลิปป์ เซนเดรอส และ บ็อบบี ซาโมรา ส่วน มุสซา เดมเบเล ดาวยิงทีมชาติเบลเยียม กลับมาซ้อมได้แล้ว แต่ยังไม่น่าจะพร้อมสำหรับเกมนี้ โดย 11 ตัวจริงที่คาดของ ฟูแลม ประกอบด้วย มาร์ค ชวาร์เซอร์ เฝ้าเสา กองหลัง 4 คนมี จอห์น แพนต์ซิล, อารอน ฮิวจ์ส, เบรเด ฮันเกลันด์ และ คาร์ลอส ซัลซีโด ส่วนมิดฟิลด์มี แดนนี เมอร์ฟี, ดิคสัน เอตูฮู, ไซมอน เดวีส์, คลินต์ เดมป์ซีย์ และ เดเมียน ดัฟฟ์ โดยมี แอนดี จอห์นสัน ที่เพิ่ง หายเจ็บกลับมา ยืนเป็นหัวหอกตัวเป้า
ด้าน “ไก่เดือยทอง” มี 11 แต้มจาก 7 นัด รั้งอันดับ 5 ของตาราง เกมนี้ แฮร์รี เรดแน็ปป์ กุนซือตาปรือมีรายชื่อนักเตะบาดเจ็บยาวเป็นหางว่าว ทีเดียว ไล่มาตั้งแต่ เบอนัวต์ อัสซู-เอก็อตโต, เล็ดลีย์ คิง, อารอน เลนนอน, เจอร์เมน เดโฟ, เจมี โอฮารา, โจนาธาน วูดเกต ส่วนที่ต้องรอเช็กความฟิต ก็มี วิลเลียม กัลลาส, ยูเนส กาบุล และไมเคิล ดอว์สัน โดย 11 ตัวจริง เกมนี้น่าจะยึดจากนัดที่แล้วที่ทีมเปิดรังเฉือน แอสตัน วิลลา 2-1 เป็นหลัก โดยนายทวารเป็น เฮเรลโญ โกเมส กองหลังประกอบด้วย อลัน ฮัตตัน, เซบาส เตียน บาสซง, เวดราน ชอร์ลูกา และ แกเร็ธ เบล แผงกลางมี ทอม ฮัดเดิล สตัน, เจอร์เมน จีนัส, ลูกา โมดริช, ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท โดยมี ปีเตอร์ เคราช์ และ โรมัน พาฟลิวเชนโก เป็นคู่กองหน้า
แนวโน้มของเกม - ขึ้นชื่อว่าเป็นเกมดาร์บีแมตช์แห่งกรุงลอนดอน ย่อมไม่มีใครย่อมง่าย ๆ อยู่แล้ว ดังนั้นรูปเกมคู่นี้น่าจะเปิดเกมบุกแลกกันอย่างสนุก แต่ “ไก่เดือยทอง” มีทีเด็ดทีขาดที่ดีกว่า ซึ่งน่าจะช่วยให้พวกเขาเบียดคว้า 3 แต้มกลับบ้านได้สำเร็จ
สกอร์ที่คาด - ฟูแลม แพ้ ทอตแนม ฮอตสเปอร์ 1-2

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฟูแลม - สเปอร์ [บทวิเคราะห์วิจารณ์แบบฟันธง]
ที่มา เดลินิวส์

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษโบลตัน - สโตค ซิตี [บทวิเคราะห์วิจารณ์แบบฟันธง]

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แมนฯ ยูไนเต็ด - เวสต์บรอมวิช [บทวิเคราะห์วิจารณ์แบบฟันธง]
โบลตัน - สโตค ซิตี
สนาม : รีบอค สเตเดี้ยม
เวลา : 21.00 น.
ถ่ายทอดสด : ทรูสปอร์ต 2
“เดอะ ทรอตเตอร์ส” เจ้าถิ่น มี 8 คะแนนจาก 7 นัด อยู่ที่ 12 ของตาราง เกมนี้ โอเวน คอยล์ กุนซือของทีม จะยังคงหมดสิทธิใช้งาน ริคาร์โด การ์ดเนอร์, เจย์ ลอยด์ ซามูเอล, แอนดี โอไบรอัน, โจอี โอไบรอัน และ ฌอน เดวิส ที่ยังบาดเจ็บทั้งหมด ส่วนคนอื่น ๆ พร้อมลงทำศึกเต็มที่ โดย ยุสซี ยัสเคไลเนน จะลงเฝ้าเสาเช่นเดิม ส่วนกองหลัง 4 คนประกอบด้วย เกรตาร์ สไตน์สัน, แซต ไนต์, แกรี เคฮิลล์ และ พอล โรบินสัน ส่วนแดนกลางมี ฟาบริซ มูอัมบา คุมตรงกลางคู่กับ สจ๊วร์ต โฮลเดน โดย มาร์ติน เปตรอฟ กับ ลี ชุง ยอง ขึ้นเกมริมเส้น คู่หัวหอกเป็น โยฮัน เอลมานเดอร์ กับ เควิน เดวีส์ ดาวเตะดีกรีทีมชาติอังกฤษคนใหม่ล่าสุด
ด้าน “ช่างปั้นหม้อ” ทีมเยือน มี 10 แต้มจาก 7 นัด อยู่ที่ 7 ของตาราง โดยเกมนี้ โทนี พูลิส นายใหญ่ของทีม จะยังไม่มี มามาดี ซิเดเบ หัวหอกตัวเก่งที่เจ็บยาว และต้องรอเช็กความฟิตของ แอนดี วิลกินสัน นอกนั้นพร้อมลงสนามทั้งหมด โดยในตำแหน่งผู้รักษาประตูนั้น โธมัส โซเรนเซน น่าจะเรียกความฟิตทันลงเฝ้าเสา หลังเจ้าตัวบาดเจ็บกล้ามเนื้อเล็กน้อยจากเกมทีมชาติ ส่วนแผงหลัง 4 คนประกอบด้วย โรเบิร์ต ฮูธ, อับดุลลาย ฟาย, ไรอัน ชอว์ ครอสส์ และ แดนนี คอลลินส์ ส่วนกองกลางประกอบด้วย รอรี ดีแลป, แมทธิว เอเธอริงตัน, เจอร์เมน เพนแนนท์ และ ดีน ไวท์เฮด ส่วนคู่หัวหอกเป็น โจนาธาน วอลเตอร์ส กับ เคนวีน โจนส์
แนวโน้มของเกม - บอลคู่นี้ถือว่ามีสไตล์การเล่นที่ใกล้เคียงกัน นั่นคือเน้นลูกกลางอากาศโดยใช้ศูนย์หน้ารูปร่างใหญ่เป็นหลัก ส่งผลให้รูปเกมไม่น่าจะได้เปรียบเสียเปรียบกันมากนัก ซึ่งบอลที่ออกสูสีแบบนี้คงต้องเน้นฟันธงเจ้าบ้านไว้ก่อน ดูแล้วเกมนี้มีโอกาสออกเสมอสูง แต่ถ้าจะมีผู้ชนะก็น่าจะเป็น โบลตัน เจ้าถิ่น ที่มีโอกาสมากกว่า
สกอร์ที่คาด - โบลตัน วันเดอเรอร์ส เสมอ สโตค ซิตี 1-1
ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษโบลตัน - สโตค ซิตี [บทวิเคราะห์วิจารณ์แบบฟันธง]
ที่มา เดลินิวส์

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นิวคาสเซิล - วีแกน [บทวิเคราะห์วิจารณ์แบบฟันธง]

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แมนฯ ยูไนเต็ด - เวสต์บรอมวิช [บทวิเคราะห์วิจารณ์แบบฟันธง]
นิวคาสเซิล - วีแกน
สนาม : เซนต์ เจมส์ ปาร์ค
เวลา : 21.00 น.
“สาลิกาดง” เจ้าถิ่น มี 7 แต้มจาก 7 นัด อยู่อันดับที่ 15 ของตารางในเวลานี้ โดยในเกมนี้ คริส ฮิวจ์ตัน กุนซือของทีม เจอปัญหานักเตะบาดเจ็บเล่นงานหลายคน ไม่ว่าจะเป็น ฟาบิโอ โคลอชชินี, สตีฟ ฮาร์เปอร์, แดนนี กัธรี, แดน กอสลิง, สตีเวน เทย์เลอร์ รวมถึง ฮาเต็ม เบน อาร์กฟา ที่ขาหักต้องพักยาว โดย 11 ตัวจริงที่คาดประกอบด้วย ทิม ครูล เป็นผู้รักษาประตู ปราการหลัง 4 คนมี เจมส์ เพิร์ช, ไมค์ วิลเลียมสัน, โซล แคมป์เบลล์ และ โฆเซ เอ็นริเก กองกลางมี โจอี บาร์ตัน, โฮนาส กูเตียร์เรซ, ชีค ติโอเต, เควิน โนแลน และ เวย์น เราต์เล็ดจ์ โดย แอนดี คาร์โรลล์ จะกลับมายึดตำแหน่ง หัวหอกตัวจริงอีกครั้ง
ด้าน “เดอะ ลาติกส์” ทีมเยือน มี 8 คะแนนจาก 7 นัด อยู่ที่ 14 ของตาราง เกมนี้ โรแบร์โต มาร์ติเนซ ต้องรอเช็กฟิต ทอม เคลฟเวอร์ลีย์ กองกลางดาวรุ่งที่ยืมตัวมาจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คนเดียวเท่านั้น นอกจากนั้นพร้อมลงสนามทั้งหมด โดย 11 ตัวจริงที่คาดในเกมนี้ประกอบด้วย อาลี อัล ฮับซี เป็นผู้รักษาประตู กองหลังมี สตีฟ โกฮูรี ยืนเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ คู่กับ อันโตลิน อัลคาราซ โดยมี เอเมอร์สัน บอยซ์ และ มายเนอร์ ฟิเกรัว เป็นแบ๊กขวา-ซ้าย กองกลางมี ชาร์ลส์ เอ็นซ็อกเบีย, ฆอร์ดี โกเมซ, เฮนดรี โธมัส และ เจมส์ แม็คคารธี ส่วนคู่หัวหอกเป็น ฮูโก โรดาเยกา กับ ฟรังโก ดิ ซานโต
แนวโน้มของเกม - เกมคู่นี้ถือว่าค่อนข้างคู่คี่สูสี เมื่อเทียบจาก ชื่อชั้นของตัวผู้เล่นและฟอร์มการเล่นในระยะหลัง แต่การได้เล่นในถิ่น เซนต์ เจมส์ ปาร์ค น่าจะทำให้ นิวคาสเซิล ได้เปรียบนิด ๆ และการได้ แอนดี คาร์โรลล์ กลับมาประจำการในแดนหน้า น่าจะช่วยให้เกมรุกเฉียบคมขึ้นเยอะ ดูแล้ว “สาลิกาดง” น่าจะเบียดเอาชนะไปได้ในที่สุด
สกอร์ที่คาด - นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ชนะ วีแกน แอธเลติก 2-1
ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นิวคาสเซิล - วีแกน [บทวิเคราะห์วิจารณ์แบบฟันธง]
ที่มา เดลินิวส์

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อาร์เซนอล - เบอร์มิงแฮม[บทวิเคราะห์วิจารณ์แบบฟันธง]

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แมนฯ ยูไนเต็ด - เวสต์บรอมวิช [บทวิเคราะห์วิจารณ์แบบฟันธง]
อาร์เซนอล - เบอร์มิงแฮม
สนาม : เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม
เวลา : 21.00 น.
ถ่ายทอดสด : ทรูสปอร์ต 3
“ปืนใหญ่” เจ้าถิ่น มี 11 แต้มจาก 7 นัด อยู่ที่ 4 ของตาราง เกมนี้ อาร์แซน เวนเกอร์ นายใหญ่ชาวฝรั่งเศส จะไม่มี บาการี ซาญา, คีแรน กิบส์, โรบิน ฟาน เพอร์ซี และ อารอน แรมซีย์ ที่ยังบาดเจ็บลงช่วยทีม และต้องรอเช็กความฟิตของ โธมัส แฟร์มาเลน ปราการหลังทีมชาติเบลเยียม ส่วน ธีโอ วัลค็อตต์ และ นิคลาส เบนท์เนอร์ ลงซ้อมได้แล้ว แต่อาจเป็นตัวสำรองไปก่อน โดย 11 ตัวจริงในเกมนี้ ลูคัสซ์ ฟาเบียนสกี น่าจะได้โอกาสเฝ้าเสาเป็นตัวจริงต่อไป ส่วน เซบาสเตียง สกิลลาชี กับ โลร็องต์ กอสเซียลนี จะยืนเป็น เซ็นเตอร์ฮาล์ฟคู่กัน แบ๊กขวา-ซ้ายเป็น เอ็มมานูเอล เอบูเอ กับ กาแอล กลิชี ส่วนกองกลางนั้น เชส ฟาเบรกาส น่าจะกลับมาเป็นตัวจริง โดยจะประสานงานกับ อเล็กซ์ ซง, ซามีร์ นาสรี, อาบู ดิยาบี และ อังเดร อาร์ชาวิน โดยมี มารูยาน ชามัคห์ เป็นหัวหอกตัวเป้า
ด้าน “ลูกโลก” ทีมเยือน ฟอร์มแผ่วลงไปในช่วงหลัง ส่งผลให้ร่วงลง ไปรั้งที่ 16 ของตาราง มี 7 แต้มจาก 7 นัด เกมนี้ อเล็กซ์ แม็คลีช หมดสิทธิใช้งาน เจมส์ แม็คฟาดเดน กองหน้าตัวเก่งที่หัวเข่าเดี้ยงต้องพักยาวถึงปีหน้า และ เคร็ก การ์ดเนอร์ ที่ติดโทษแบนเป็นเกมที่ 2 จากการโดนใบแดงในเกมกับ วีแกน ขณะที่ ฌอง โบเซชูร์ ดาวเตะทีมชาติชิลี ก็ยังไม่น่าจะพร้อมสำหรับเกมนี้ นอกนั้นพร้อมลงสนาม โดย 11 ตัวจริงที่คาดประกอบด้วย เบน ฟอสเตอร์ เฝ้าเสา กองหลังเป็น สตีเฟน คาร์, โรเจอร์ จอห์นสัน, สกอตต์ แดนน์ และ เลียม ริดจ์เวลล์ กองกลางประกอบด้วย ลี โบว์เยอร์, แบร์รี เฟอร์กูสัน, เซบาสเตียน ลาร์สสัน และ อเล็กซานเดอร์ ฮเล็บ โดยมี คาเมรอน เจอโรม เป็นกองหน้า ตัวเป้า
แนวโน้มของเกม - แม้ฟอร์มหลังสุด “ปืนใหญ่” จะบุกแพ้ เชลซี 0-2 แต่รูปเกมของพวกเขาทำได้ดีพอสมควร เป็นรองที่ความเด็ดขาดในจังหวะจบสกอร์เท่านั้น เกมนี้ได้กลับมาเล่นในบ้าน และเจอกับคู่แข่งที่ผลงานไม่ดีเท่าที่ควรในระยะหลังอย่าง เบอร์มิงแฮม ดูแล้ว “ปืนใหญ่” น่าจะเก็บ 3 แต้มเต็มได้ แบบสบาย ๆ
สกอร์ที่คาด - อาร์เซนอล ชนะ เบอร์มิงแฮม ซิตี 3-1
ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อาร์เซนอล - เบอร์มิงแฮม[บทวิเคราะห์วิจารณ์แบบฟันธง]
ที่มา เดลินิวส์

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แมนฯ ยูไนเต็ด - เวสต์บรอมวิช [บทวิเคราะห์วิจารณ์แบบฟันธง]

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แมนฯ ยูไนเต็ด - เวสต์บรอมวิช [บทวิเคราะห์วิจารณ์แบบฟันธง]
แมนฯ ยูไนเต็ด - เวสต์บรอมวิช
สนาม : โอลด์ แทรฟฟอร์ด
เวลา : 21.00 น.
ถ่ายทอดสด : ทรูสปอร์ต 1
“ปิศาจแดง” เจ้าถิ่น มี 13 แต้มจาก 7 นัด อยู่อันดับ 3 ของตาราง โดยเกมนี้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือของทีม ต้องรอเช็กความฟิตของ ไรอัน กิกส์ ปีกจอมเก๋าที่มีอาการเจ็บเอ็นหลังหัวเข่ารบกวน ส่วน อันโตนิโอ วาเลนเซีย พักยาวถึงต้นปีหน้า นอกนั้นพร้อมลงสนามทั้งหมด โดย 11 ตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนามในเกมนี้ ประกอบด้วย เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ เฝ้าเสา เนมานยา วิดิช ยืนเซ็นเตอร์ฮาล์ฟคู่กับ ริโอ เฟอร์ดินานด์ ส่วนแบ๊กซ้าย ปาทริซ เอฟรา จะกลับมายึดตัวจริง ขณะที่แบ๊กขวาเป็น จอห์น โอเช กองกลาง 4 คนมี ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์, พอล สโคลส์, นานี และ ปาร์ค จี ซอง โดยมี เวย์น รูนีย์ เป็นกองหน้าคู่กับ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ
ส่วน “เดอะ แบกกีส์” ทีมเยือน ทำผลงานยอดเยี่ยมในช่วงต้น ซีซั่น โดยเก็บได้ถึง 11 แต้มจาก 7 เกมแรก รั้งอันดับ 6 ของตาราง เกมนี้ โรแบร์โต ดิ มัตเตโอ กุนซือหนุ่มชาวอิตาลี ที่เพิ่งคว้ารางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกประจำเดือนที่ผ่านมา อาจไม่มี 2 กำลังหลักในเกมรุกอย่าง ปีเตอร์ โอเด็มวิงกี และ เจอโรม โธมัส ลงช่วยทีมในเกมนี้ เนื่องจากทั้งคู่มีอาการเจ็บรบกวนและยังไม่สามารถลงซ้อมได้ ส่วน เกรแฮม ดอร์แรนส์ ที่มีอาการเจ็บเอ็นหลังหัวเข่าก่อนหน้านี้ น่าจะฟิตทันลงสนามได้ โดย 11 ตัวจริงที่คาดประกอบด้วย สกอตต์ คาร์สัน เป็นนายทวาร กองหลัง 4 คนมี นิคกี ชอร์รีย์, โจนาส โอลส์สัน, พอล ชาร์เนอร์ และ กอนซาโล ยารา กองกลาง 5 คนประกอบด้วย กาเบรียล ทามาส, เจมส์ มอร์ริสัน, เกรแฮม ดอร์แรนส์, ยูสซุฟ มูลุมบู และ คริส บรันต์ โดยมี มาร์ก อองตวน ฟอร์ตูเน เป็นกองหน้าตัวเป้า
แนวโน้มของเกม - แม้จะทำผลงานได้ดีมาตลอดในระยะหลัง แต่เกมนี้ เวสต์บรอมวิช ต้องเจองานหนักในการบุกไปเยือน “ปิศาจแดง” ที่แข็งแกร่งเสมอยามได้ลงเล่นในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ดังนั้นการบุกไปเก็บแต้มกลับมาจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แถมยังขาดตัวหลักในเกมรุกอย่าง โอเด็มวิงกี ไปอีกต่างหาก ดูแล้วลูกทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน น่าจะคว้า 3 แต้มในเกมนี้ได้อย่างไม่ยากนัก
สกอร์ที่คาด - แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ เวสต์บรอมวิช อัลเบียน 2-0
ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แมนฯ ยูไนเต็ด - เวสต์บรอมวิช [บทวิเคราะห์วิจารณ์แบบฟันธง]
ที่มา เดลินิวส์

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แอสตัน วิลลา - เชลซี [บทวิเคราะห์วิจารณ์แบบฟันธง]

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แอสตัน วิลลา - เชลซี [บทวิเคราะห์วิจารณ์แบบฟันธง]
แอสตัน วิลลา - เชลซี
สนาม : วิลลา ปาร์ค
เวลา : 23.30 น.
ถ่ายทอดสด : ทรูสปอร์ต 3
“สิงห์ผงาด” เจ้าถิ่น มี 10 คะแนนจากการลงเตะไปแล้ว 7 นัด รั้งอันดับ 8 ของตาราง โดยเกมนี้ เชราร์ อุลลิเยร์ กุนซือตาโปนชาวฝรั่งเศส หมดสิทธิ ใช้บริการ เอมิล เฮสกี หัวหอกหุ่นบึ้กที่เจ็บน่อง และยังต้องรอเช็ก กาเบรียล อักบอนลาฮอร์ ดาวยิงความเร็วสูงที่อยู่ในช่วงเรียกความฟิต หลังเข้ารับการ ผ่าตัดย่อยรักษาอาการบาดเจ็บที่โคนขาหนีบ ส่วนนักเตะติดโทษแบนไม่มี โดย 11 ตัวจริงที่คาดประกอบไปด้วย แบรด ฟรีเดล เป็นนายทวาร ริชาร์ด ดันน์ ยืนเซ็นเตอร์ฮาล์ฟคู่ เจมส์ คอลลินส์ แบ๊กขวา-ซ้ายเป็น ลุค ยัง กับ สตีเฟน วอร์น็อค กองกลาง 4 คนมี สติลิยัน เปตรอฟ, ไนเจล รีโอ โคเกอร์, สจ๊วร์ต ดาวนิง และ แอชลีย์ ยัง ที่จะถอยลงมายืนเป็นมิดฟิลด์ โดยคู่หัวหอกเป็น อักบอนลาฮอร์ กับ ยอห์น คาริว
ด้าน เชลซี ผู้มาเยือน นำเป็นจ่าฝูงมี 18 คะแนนจาก 7 นัด เกมนี้ คาร์โล อันเชล็อตติ ส่อแววเจอปัญหาในการจัดทัพ โดยเฉพาะในเกมรับ เมื่อ จอห์น เทอร์รี เจ็บหลังจากการซ้อมกับทีมชาติ ขณะที่ อเล็กซ์ เจ็บต้นขา และไม่น่าจะฟิตทันลง แถม เจฟฟรี บรูมา กองหลังดาวรุ่งชาวฮอลแลนด์ก็ดันมาเจ็บเอ็นหลังหัวเข่าเข้าให้อีกคน ส่วน ยอสซี เบนายูน ยังไม่หายเดี้ยง หมดสิทธิลงสนามแน่นอน ขณะที่ แฟรงค์ แลมพาร์ด และ ซาโลมง กาลู ยังต้องรอเช็กความฟิต โดย 11 ตัวจริงที่คาดในเกมนี้ ประกอบด้วย ปีเตอร์ เช็ก เป็นนายทวาร โดย บรานิสลาฟ อิวาโนวิช จะหุบเข้ามายืนเซ็นเตอร์ฮาล์ฟคู่กับ มิชาเอล เอสเซียง ที่อาจต้องถอยลงมายืนเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟจำเป็น ส่วนแบ๊กขวา-ซ้ายเป็น เปาโล แฟร์ไรรา และ แอชลีย์ โคล กองกลาง 3 คนประกอบด้วย จอห์น โอบี มิเกล, รามิเรส และ แฟรงค์ แลมพาร์ด ส่วน 3 แนวรุกมี ฟลอร็องต์ มาลูดา, ดิดิเยร์ ดร็อกบา และ นิโกลาส์ อเนลกา ประจำการเช่นเคย
แนวโน้มของเกม - แม้ดูเผิน ๆ เชลซี จะเหนือกว่า แต่เกมนี้พวกเขาต้องขาดกำลังหลักไปหลายคน โดยเฉพาะในเกมรับ ทำให้น่าเป็นห่วงว่าอาจเสียท่าให้เกมรุกที่ค่อนข้างวูบวาบของเจ้าถิ่นได้ โดยเฉพาะหากได้ อักบอนลาฮอร์ กลับมายืนเป็นตัวจริง ดูแล้วหากเกมรุกเข้าฝัก “สิงห์ผงาด” ก็มีโอกาสลุ้นแบ่งแต้มเช่นกัน
สกอร์ที่คาด - แอสตัน วิลลา เสมอ เชลซี 1-1
ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แอสตัน วิลลา - เชลซี [บทวิเคราะห์วิจารณ์แบบฟันธง]
ที่มา เดลินิวส์

วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2553

หอ หึหึ! กิ๊ก พี่เสือ โชว์หวอ แถม กกน. ไม่ใส่

หอ หึหึ! กิ๊ก พี่เสือ โชว์หวอ แถม กกน. ไม่ใส่ Tiger Woods / Rachel Uchitel
อยู่ดีๆ ก็รู้หวั่นไหว เสียววาบซะอย่างนั้น! เมื่อ ราเชล อูชิเทล กิ๊กเก่าเบอร์หนึ่งของ ไทเกอร์ วู้ดส์ ต้นตอความ ร้าวฉาน เมียน้อยสะท้านโลก นึกสนุกตั้งใจลืมใส่กางเกงชั้นใน แถวยังเปิดหวอ แถมให้อีก ระหว่างออกมาเที่ยวราตรีย่าน ฮอลลีวู้ด ทำเอาปาปารัสซี่ มือไม้สั่น รีบแชะกันมือเป็นระวิง
ราเชล อูชิเทล กิ๊กหมายเลข 1 ของ “พญาเสือ” ไทเกอร์ วู้ดส์ ที่ตกเป็นข่าวอื้อฉาว ซุกกิ๊กหรือชู้รัก 121 คน ล่าสุด ก็ทำเอา พี่เสื้อใจสั้นระทวย เมื่อช่างภาพกดชัตเตอร์แบบไม่ยั่ง เมื่อเธอสับขาหลอก ถึงกับเห็น “น้องสาวสุดที่รัก” ที่อยู่ในชุดกระโปรงสั้นสีดำรัดติ่ว ซึ่งแทนที่จะเป็นกางเกงในหวานแหววตามแบบฉบับของหญิงสาว กลับกลายน้องสาวคนสวยแถมมีเส้นหมี่สีดำรำไรๆ
ที่มา mthai

ทางออกของ “หงส์จนตรอก”

หลังผ่านพ้นโปรแกรมฟาดแข้งของทีมชาติในสัปดาห์นี้ เกมลีกของแต่ละชาติก็จะกลับมาบู๊กันต่อในช่วงสุดสัปดาห์หน้า โดยหนึ่งในเกมที่น่าจะได้รับความสนใจมากที่สุด คือเกมพรีเมียร์ลีกนัด “เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บีแมตช์” ซึ่ง ลิเวอร์พูล จะยกพลข้ามสวนสาธารณะ สแตนลีย์ ปาร์ค ไปเยือนถิ่น กูดิสัน ปาร์ค ของ เอฟเวอร์ตัน คู่แค้นร่วมเมืองในวันอาทิตย์ที่ 17 ต.ค. นี้
และคงมีไม่บ่อยนักที่ศึก “เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บีแมตช์” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเกมดาร์บีแมตช์ที่เข้มข้นและมีมนต์ขลังที่สุดของวงการลูกหนังยุโรป กลับต้องกลายเป็นการพบกันของ 2 ทีมที่กำลังดิ้นรนอยู่ในโซนท้ายตารางเหมือนในครั้งนี้ เมื่อการบุกเยือนถิ่น “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” ในครั้งนี้ ลิเวอร์พูล ไปในฐานะทีมที่กำลังลุ้นหนีตกชั้น หลังจากความพ่ายแพ้ต่อ แบล็กพูล 1-2 คาถิ่น แอนฟิลด์ ของตัวเองเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้ลูกทีมของ รอย ฮอดจ์สัน หล่นปุ๊ลงไปอยู่ในอันดับที่ 18 ของตาราง โดยมีแค่ 6 แต้มจาก 7 นัดเท่ากับ เอฟเวอร์ตัน แต่ประตูได้ลบเสียเป็นรองอริร่วมเมือง
ครั้งสุดท้ายที่พลพรรค “หงส์แดง” ออกสตาร์ตได้ย่ำแย่เทียบเท่ากับซีซั่นนี้ เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1954 ซึ่งพวกเขาตกชั้นในบั้นปลาย แต่หลังจาก บิล แชงค์ลีย์ พาทีมกลับขึ้นสู่ลีกสูงสุดอีกครั้งในฤดูกาล 1961-62 พวกเขาก็ไม่เคยตกชั้นอีกเลย แต่มาถึงเวลานี้ แม้เส้นทางจะยังเหลืออยู่อีกยาวไกล แต่ลึก ๆ แล้ว เชื่อว่าในใจของเหล่า “เดอะ ค็อป” พันธุ์แท้ อาจเริ่มมีอาการหวั่น ๆ กันบ้างแล้วว่าช่วงเวลา 49 ปีบนลีกสูงสุดแดนผู้ดีของพวกเขา อาจเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดก็เป็นได้
หากจะว่าไป มันคงเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อว่าสโมสรที่มีพ่อค้าแข้งระดับโลกอย่าง โฆเซ เรนา, เฟอร์นานโด ตอร์เรส และ สตีเวน เจอร์ราร์ด อยู่ในทีม จะต้องมาอยู่ในโซนสีแดงท้ายตารางแบบนี้ แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อเมื่อในความเป็นจริงที่สาวก “หงส์แดง” ยากที่จะทำใจยอมรับในเวลานี้คือ พวกเขากำลังอยู่ในจุดที่ตกต่ำที่สุดในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ
ช่วงเวลาที่ผ่านมา การบริหารสโมสรโดย 2 ปลิงมะกันอย่าง ทอม ฮิคส์ และ จอร์จ ยิลเล็ตต์ ถูกแฟนบอลรวมถึงสื่อต่าง ๆ หยิบยกเอามาจวกยับว่าเป็นหนึ่งในเหตุผลของความล้มเหลวที่เกิดขึ้นกับสโมสร เมื่อการเข้ามาของ 2 เจ้าสัวจากแดนลุงแซม เกิดขึ้นพร้อมหนี้สินก้อนใหญ่ยักษ์ที่สโมสรต้องแบกรับ อย่างไรก็ดี ตอนนี้ทีมได้เจ้าของใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้ปัญหาด้านการเงินเริ่มจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น แต่กระนั้นก็ดี หาก ลิเวอร์พูล ต้องการให้สถานการณ์ของสโมสรกลับมาอยู่ในเส้นทางที่ควรจะเป็นอีกครั้ง สิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องทำคือการกลับมาทำผลงานในสนามให้ยอดเยี่ยมอีกครั้ง และต้องเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุดด้วย
แล้วพวกเขามีทางออกทางไหนบ้าง เพื่อที่จะประคับประคองให้ทีมสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤติในตอนนี้ไปให้เร็วที่สุด?

-ไว้ใจให้ รอย ฮอดจ์สัน คุมทีมต่อไป
ถึงเวลานี้ แฟนบอล ลิเวอร์พูล เริ่มที่จะออกมาเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมกันบ้างแล้ว เพราะมีแฟนบอลจำนวนมากที่สงสัยในฝีมือของ ฮอดจ์สัน ในการกุมบังเหียนทีมระดับนี้ ทั้งที่เขาเพิ่งมีเวลาคุมทีมแค่ 7 นัดเท่านั้น
แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผลงานอันย่ำแย่มันคือสิ่งที่บ่งบอกทุกสิ่งทุกอย่าง การชนะเกมเดียวจาก 7 นัดในลีก รวมถึงการตกรอบ คาร์ลิง คัพ ด้วยการแพ้ทีมอย่าง นอร์ทแธมป์ตัน จาก ลีก ทู คาบ้าน คือสิ่งที่ “เดอะ ค็อป” ทั่วโลกไม่อาจยอมรับได้ แม้ว่าทีมจะกำลังประสบปัญหาด้านการเงินอย่าง หนัก แต่ด้วยขุมกำลังชั้นยอดที่มีอยู่ในมือ ทำให้หลายคนคาดหวังว่า ฮอดจ์สัน ควรจะทำได้ดีกว่าการดิ้นรนหนีตกชั้น
จนถึงเวลานี้ ดูเหมือนว่าอดีตกุนซือ ฟูแลม จะยังไม่สามารถค้นหา 11 ตัวจริงที่ลงตัวได้ หลายครั้งเขาใช้งานนักเตะบางคนในตำแหน่งที่ไม่ถนัด และที่สำคัญที่สุดคือ เขายังไม่อาจทำให้ดาวยิงเบอร์ 1 ของทีมอย่าง เฟอร์นานโด ตอร์เรส กลับคืนฟอร์มเก่งได้เลย ความตกต่ำของ ลิเวอร์พูล ในเวลานี้ มันเกิดจากตัวเขาล้วน ๆ หรือมันเกิดจากความผิดพลาดของกุนซือคนก่อนรวมถึงเจ้าของทีมคนปัจจุบัน นี่คือสิ่งที่จะต้องถูกนำมาถกเถียงกันอย่างถึงพริกถึงขิง และมันอาจเป็นสิ่งที่ตัดสินอนาคตในถิ่น แอนฟิลด์ ของ “ป๋ารอย” ก็เป็นได้
- มองหาผู้จัดการทีมคนใหม่
ชื่อของ มาร์ติน โอนีล อดีตกุนซือ แอส ตัน วิลลา น่าจะถูกยกขึ้นมาเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งที่จะเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของ “หงส์แดง” หลังจากกุนซือจอมแอ๊คชั่นกำลังว่างงานนับตั้งแต่ตัดสินใจไขก๊อกอำลาเก้าอี้กุนซือ “สิงห์ผงาด” ชนิดทำเอาอึ้งกันไปทั้งวงการเมื่อช่วงก่อนเปิดซีซั่นนี้ อดีตดาวเตะ นอตติงแฮม ฟอเรสต์ ผ่านการพิสูจน์ตัวเองเรียบร้อย และฝีมือในการ คุมทีมของเขาก็เป็นที่ยอมรับนับถือในวงการลูกหนังผู้ดีอยู่แล้ว เรียกว่าชื่อเสียงบารมีเพียงพอกับเก้าอี้นายใหญ่แห่งถิ่น แอนฟิลด์ แน่นอน แต่ปัญหาคือเขาจะอยากเอาชื่อเสียงเกียรติยศที่สั่งสมมานาน มาเสี่ยงกับการรับเผือกร้อนอย่าง ลิเวอร์พูล เอามาไว้ในมือหรือเปล่า?
ถ้าไม่ใช่ โอนีล ตัวเลือกอีกคนก็อาจจะเป็น เจอร์เกน คลินส์มันน์ อดีตเทรนเนอร์ทีมชาติเยอรมนี ผู้ได้รับเสียงชื่นชมล้นหลามเมื่อครั้งพา “อินทรีเหล็ก” คว้าอันดับ 3 ฟุตบอลโลก 2006 ในบ้านตัวเอง ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวว่า 2 เจ้าสัวมะกันอยากได้ “ฉลามขาว” มาคุมทีมจนตัวสั่น แต่ทว่าดูแล้ว เจ้าตัวน่าจะอยากนอนอาบแดดบนชายหาดในแคลิฟอร์เนีย มากกว่าจะมาตกระกำลำบากกับ “หงส์แดง” ในเวลานี้

- หันกลับไปหา เคนนี ดัลกลิช
ช่วงท้ายของเกมกับ แบล็กพูล เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว ในขณะที่บรรดาขุนพล “หงส์แดง” กำลังลนลานเมื่อเดินเข้าใกล้กับความพ่ายแพ้อันน่าอับอายเข้าไปทุกทีนั้น เหล่ากองเชียร์บนอัฒจันทร์เริ่มตะโกนเรียกชื่อ “ดัลกลิช! ดัลกลิช!” นั่นคือสิ่งที่แสดงออกอย่างชัดเจนแล้วว่าพวกเขาต้องการให้คนที่พวกเขายกย่องเทิดทูนเสมือนพระเจ้า กลับมาทำหน้าที่พาพวกเขากลับคืนสู่ดินแดนสวรรค์อีกครั้ง หรืออย่างน้อยก็ช่วยพาพวกเขาให้หลุดพ้นจากขุมนรกในพื้นที่สีแดงของตารางคะแนนเสียที
ดัลกลิช ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งทูต และผู้อำนวยการศูนย์ฝึกเยาวชนของสโมสรนั้น เคยเสนอตัวรับงานแทน ราฟาเอล เบนิเตซ มาแล้วในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่ถูกติดเบรกจาก มาร์ติน บรอห์ตัน ประธานสโมสร และ คริสเตียน เพอร์สโลว์ ซีอีโอของทีม ซึ่งเป็น 2 ชายผู้กลายเป็นปิศาจร้ายคนใหม่ในสายตาของสาวก “เดอะ ค็อป” ไปเรียบร้อยแล้ว
การปฏิเสธ ดัล กลิช ในครั้งนั้น อาจกลายเป็นการ “เสียโอกาส” ครั้งสำคัญของ ลิเวอร์พูล ในสายตาของใครหลาย ๆ คน เพราะเขาคนนี้คือผู้ที่พาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดแดนผู้ดีได้เป็นคนสุดท้ายเมื่อปี ค.ศ. 1990 การดึง “คิง เคนนี” กลับคืนสู่บัลลังก์ น่าจะสร้างความพอใจให้กับกลุ่มแฟนบอลที่ออกมาโวยวาย รวมถึงอาจเป็นการซื้อใจของสเกาเซอร์พันธุ์แท้ในห้องเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวของทีม อย่าง สตีเวน เจอร์ราร์ด กับ เจมี คาร์ราเกอร์ ได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญในใจของใครหลาย ๆ คนคือ “คิง เคนนี” รู้จักวิธีการในการเป็นโค้ชฟุตบอลสมัยใหม่หรือเปล่า และเขามีทักษะในการเตรียมทีมเพื่อลงเล่นในเกมระดับสูงแบบนี้มากน้อยแค่ไหน? เพราะในเมื่อครั้งล่าสุดที่เขาทำงานเป็นผู้จัดการทีมแบบเต็มเวลานั้น ต้องย้อนไปถึงปี ค.ศ. 1998 โน่นเลยทีเดียว

- ปัดฝุ่นระบบบูตรูมสตาฟฟ์
คอนเซปต์ของ ระบบบูตรูมสตาฟฟ์ อันลือลั่นของ ลิเวอร์พูล มันอาจกลายเป็นเรื่องที่ถูกมองว่าโบราณเป็นเต่าล้านปีไปแล้วสำหรับเกมฟุตบอลยุคมิลเลเนียม แต่การนำมันกลับมาปัดฝุ่นด้วยการหวนกลับไปแต่งตั้งคนภายในสโมสรขึ้นมากุมบังเหียนทีมอีกครั้งนั้น อาจกลายเป็นเรื่องดีสำหรับบรรดา “เดอะ ค็อป” ก็เป็นได้ ว่าแต่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นใครกันล่ะ? ถ้าเป็น แซมมี ลี หลายคนคงร้องยี้ หลังมือขวาร่างเล็กของ รอย ฮอดจ์สัน เคยฝากผลงานชิ้นโบดำเอาไว้ เมื่อครั้งก้าวขึ้นมาเป็นนายใหญ่ของ โบลตัน วันเดอเรอร์ส แทนที่ “บิ๊กแซม” แซม อัลลาร์ไดซ์ โดย “ลิตเติล แซม” พา “เดอะ ทร็อตเตอร์ส” คว้าชัยชนะได้แค่ 3 เกมจากการลงสนาม 14 นัด ก่อนจะถูกเด้งตกเก้าอี้ไปตามระเบียบ
สำหรับในรายของ เมาริซิโอ เปเยกริโน อดีตกองหลัง บาเลนเซีย ที่ติดสอยห้อยตาม เบนิเตซ มาจาก บาเลนเซีย ก่อนจะแขวนสตั๊ดและกลายเป็นหนึ่งในทีมงานโค้ชของสโมสรนั้น ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกมองว่ามีโอกาสเลื่อนขั้นขึ้นมาคุมทัพ “หงส์แดง” เต็มตัวเช่นกันหลังจาก “เอล ราฟา” อำลาไปผจญภัยกับ อินเตอร์ มิลาน แต่สุดท้ายแล้ว เขาก็ตัดสินใจเก็บข้าวของย้ายตามเจ้านายเก่าไปอยู่ที่อิตาลี ซึ่งส่งผลให้ตัวเลือกภายในถิ่น แอนฟิลด์ สำหรับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนใหม่ยิ่งหายาก ขึ้นไปอีก
กระนั้นก็ดี ยังมีอีกคนที่อาจกลายเป็นตัวเลือกที่ทุกคนอาจจะมองข้าม เขาคนนั้นคือ เจมี คาร์ราเกอร์ ปราการหลังจอมแกร่ง ลูกหม้อตัวจริงเสียงจริงของ ลิเวอร์พูล นั่นเอง เพราะในการให้สัมภาษณ์หลาย ๆ ครั้งในระยะหลัง “คาร์รา” มักจะแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติการเป็นผู้จัดการ ทีมที่เขามีอยู่ในตัวอย่างเด่นชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมยังมีแววตาของความมุ่งมั่นมาโดยตลอดอีกด้วย ถึงแม้การทำงานในแบบควบตำแหน่งผู้เล่น-ผู้จัดการทีม จะไม่ค่อยเป็นที่นิยมในยุคปัจจุบัน แถมยังหาคนที่ประสบความสำเร็จได้ยากเต็มทีนับตั้งแต่ จานลูกา วิอัลลี เคยทำสำเร็จกับ เชลซี แต่หากย้อนกลับไปดูเรื่องราวในอดีต เคนนี ดัลกลิช เองก็เคยรับบทนี้กับ “หงส์แดง” มาแล้ว แถมยังทำได้ดีเสียด้วย.
ที่มา dailynews

วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2553

รายการถ่ายทอดสด ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2010/2011

รายการถ่ายทอดสด ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2010/2011
รายการถ่ายทอดสด
การแข่งขัน ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2010/2011
ทางช่อง 3 และ www.thaitv3.com
รอบ คู่แข่งขัน วันที่ เวลาถ่ายทอดสด
Group Stage บาร์เซโลน่า
พบ
พานาธิไนกอส 14 กันยายน 53 01.30 น.เป็นต้นไป
Group Stage
ซิลิน่า
พบ
เชลซี 15 กันยายน 53 01.30 น.เป็นต้นไป
Group Stage
โอแซร์
พบ
เรอัล มาดริด 28 กันยายน 53 01.30 น. เป็นต้นไป
Group Stage
วาเลนเซีย
พบ
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 29 กันยายน 53 01.30 น. เป็นต้นไป
Group Stage
เรอัล มาดริด
พบ
เอซี มิลาน 19 ตุลาคม 53 01.30 น. เป็นต้นไป
Group Stage
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
พบ
บูซาร์สปอร์ 20 ตุลาคม 53 01.30 น. เป็นต้นไป
Group Stage
สเปอร์
พบ
อินเตอร์ มิลาน 2 พฤศจิกายน 53 02.30 น. เป็นต้นไป
Group Stage เชลซี
พบ
สปาร์ตัก มอสโก

ที่มา thaitv3

วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

เชลซีต้อนโอแอ็มขาด/ ชุดขาวเฉือนหืด

วันพุธ ที่ 29 กันยายน 2553
โรมาเชือดครูชหวิว2-1
ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กลุ่ม E อาแอส โรมา จากอิตาลี เปิดรัง สตาดิโอ โอลิมปิกโก เฉือน ซีเอฟอาร์ ครูช จากโรมาเนีย ลงได้หวุดหวิด 2-1 โดย “หมาป่าเหลืองแดง” ได้ 2 ประตูจาก ฟิลิปป์ เม็กแซส ในนาทีที่ 69 และมาร์โก บอร์ริเอลโล ในนาทีที่ 71 ส่วนทีมเยือนแก้คืนได้จาก โลนุต ราดา ในนาทีที่ 78
ส่วนอีกคู่ บาเซิล จากสวิตเซอร์แลนด์ แพ้ บาเยิร์น มิวนิก จากเยอรมนี คารัง 1-2 โดย เจ้าบ้าน ขึ้นนำก่อน 1-0 จาก อเล็กซานเดอร์ ฟราย ในนาทีที่ 18 ก่อนที่ “เสือใต้” จะรัวคืนทีเดียว 2 ประตูรวดจาก บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ในนาทีที่ 56 (จุดโทษ) และ89

เชลซีต้อนโอแอ็มขาด2-0
กลุ่ม F เชลซี ทีมดังจากอังกฤษ เปิดรัง สแตมฟอร์ด บริดจ์ ไล่ต้อน โอลิมปิก มาร์กเซย จากฝรั่งเศส สบายเท้า 2-0 โดย “สิงห์สำอาง” ได้ 2 ประตูจาก จอห์น เทอร์รี ในนาทีที่ 7, นิโกลาส์ อเนลกา นาทีที่ 28 (จุดโทษ)
ขณะที่อีกคู่ สปาร์ตัก มอสโก ทีมดังจากรัสเซีย โชว์ฟอร์มหรู เมื่อเปิดรัง ลุซห์นิกิ สเตเดี้ยม ต้อน เอ็มเอสเค ซิลินา จากสโลวาเกีย ขาดลอย 3-0 โดยเกมนี้ อรี ดา ซิลวา กองหน้าชาวบราซิเลียน โชว์ฟอร์มเป็นพระเอก เมื่อเหมาซัดให้เจ้าบ้านคนเดียว 2 ประตูในนาทีที่ 34 และ61 ส่วนอีกลูกเป็นผลงานของ อิบสัน บาร์เรตโต ซึ่งกดเข้าไปตุงตาข่ายในนาทีที่ 89

ไอแอกซ์เจ๊ามิลาน1-1
กลุ่ม G ไอแอกซ์ อัมสเตอร์ดัม จากฮอลแลนด์ เปิดรัง อัมสเตอร์ดัม อารีนา เสมอกับ เอซี มิลาน จากอิตาลี 1-1 โดยเจ้าบ้านขึ้นนำก่อนจาก มูนีร์ เอล ฮัมดาอุย ในนาทีที่ 23 แต่ “ปีศาจแดงดำ” ไม่ยอมแพ้ และตามมาตีเสมอเป็น 1-1 ได้สำเร็จจาก ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ในนาทีที่ 37
ส่วนอีกคู่ โอแซร์ จากฝรั่งเศส โดน รีล มาดริด ยักษ์ใหญ่จากสเปน บุกมาเชือดถึงรัง 1-0 โดย “ราชันชุดขาว” ซึ่งเดินหน้าลุยเข้าใส่ตลอด 90 นาที ได้ประตูชัยจากจังหวะที่ อังเคล ดิ มาเรีย ปีกทีมชาติอาร์เจนตินา ซึ่งลงมาเป็นตัวสำรองในครึ่งหลัง กดฮาล์ฟวอลเลย์เต็มข้อเข้าไปตุงตาข่ายในนาทีที่ 81

ปืนบุกบอมบ์ปาร์ติซาน3-1
กลุ่ม H ปาร์ติซาน เบลเกรด จากเซอร์เบีย พลาดท่าพ่าย อาร์เซนอล จากอังกฤษคาบ้าน 1-3 โดย “ปืนใหญ่” ขึ้นนำ 1-0 จาก อังเดร อาร์ชาวิน ในนาทีที่ 15 ขณะที่เจ้าถิ่นตามตีเสมอได้จากการสังหารจุดโทษของ คเลโอ ในนาทีที่ 33 ก่อนที่ “ปืนใหญ่” จะเร่งเครื่องกดเพิ่มอีก 2 เม็ดรวดจาก มารูยาน ชามัค ในนาทีที่ 71 และเซบาสเตียน สกิลลาชี ในนาทีที่ 82
สำหรับอีกคู่ บรากา จอมล้มยักษ์จากโปรตุเกส ซ่าไม่ออก เมื่อโดน ชัคตาร์ จากยูเครน บุกมาถล่มเละคารัง 3-0 โดยทีมเยือนได้ประตูจาก ลูอิซ อาเดรียโน ในนาทีที่ 56 และ72 ก่อนที่ ดักลาส คอสตา จะมาสังหารจุดโทษเข้าไปเป็นประตูตอกฝาโลงในนาทีที่ 90+2

ที่มา เดลินิวส์

วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

“สิงห์สำอาง”สุดแกร่งมีลุ้นเชือด“เรือใบ” สงครามเศรษฐี

ศึกลูกหนังพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำวันเสาร์ที่ 25 ก.ย. มีดวลแข้งกันจุใจถึง 7 คู่ โดยนอกจากการดวลกันของ 2 ทีมมหาเศรษฐี แมนเชสเตอร์ ซิตี พบ เชลซี ซึ่งถือเป็นคู่เอกประจำวันดังที่เกริ่นถึงไปบนหน้าปก “เสาร์สปอร์ต” แล้วนั้น ยังมีคู่ที่น่าสนใจอื่น ๆ เช่นเกมของ 2 ยักษ์ใหญ่อย่าง “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ที่จะเปิดบ้านรับการมาเยือนของ “เดอะ แบกกีส์” เวสต์บรอมวิช อัลเบียน รวมถึง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่จะเปิดรังรับมือ “แมวดำ” ซันเดอร์แลนด์ รวมถึงศึกลอนดอนดาร์บีแมตช์ที่ “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด จะรับการมาเยือนของ “ไก่เดือยทอง” ทอตแนม ฮอตสเปอร์ ก็น่าดูไม่น้อย ซึ่งสภาพความพร้อมของแต่ละทีม และแนวโน้มของแต่ละเกมจะเป็นอย่างไร เชิญติดตามได้เลยครับผม...

.................................................................

แมนเชสเตอร์ ซิตี - เชลซี
สนาม : ซิตี ออฟ แมนเชสเตอร์ฯ
เวลา : 18.45 น.
ถ่ายทอดสด : ทรูสปอร์ต 1
“เรือใบสีฟ้า” ทีมเยือน มี 8 คะแนนจาก 5 นัด อยู่ที่ 4 ของตาราง โดยเกมนี้ โรแบร์โต มันชินี กุนซือของทีมจะยังคงหมดสิทธิใช้งาน โจลีออน เลสค็อตต์, เอ็มมานูเอล อเดบายอร์, อเล็กซานเดอร์ โคลารอฟ รวมถึง มาริโอ บาโลเตลลี ที่ยังบาดเจ็บอยู่ทั้งหมด ส่วน เฌโรม บัวเต็ง ที่มีอาการเจ็บเข่าก่อนหน้านี้ มีลุ้นกลับมาลงเล่นในเกมนี้ แต่ยังต้องรอเช็กความฟิตจนถึงนาทีสุดท้าย ส่วนตัวหลักคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น คาร์ลอส เตเบซ, แกเร็ธ แบร์รี, อดัม จอห์นสัน, ยายา ตูเร พร้อมลงสนามทั้งหมด
ด้าน “สิงห์สำอาง” ชนะรวดมา 5 เกม รั้งตำแหน่งจ่าฝูงอยู่ในเวลานี้ โดยเกมนี้ คาร์โล อันเชลอตติ กุนซืออิตาเลียน ต้องรอเช็กสภาพความฟิตของ 2 ตัวหลักอย่าง จอห์น เทอร์รี และ แฟรงค์ แลมพาร์ด แต่คาดว่าทั้ง 2 คนน่าจะพร้อมลงเล่นในเกมนี้ได้อย่างไม่มีปัญหา ขณะที่ โฮเซ โบซิงวา แบ๊กขวาชาวโปรตุกีสที่เจ็บเข่าต้องพักยาวนั้น หายเจ็บเรียบร้อยแล้ว แต่ยังคงต้องเรียกความฟิตต่อไป ส่วนนักเตะคนอื่น ๆ พร้อมลงสนามทั้งหมด โดยบรรดาตัวหลักที่ได้พักในเกม คาร์ลิง คัพ ช่วงกลางสัปดาห์นั้น น่าจะได้กลับคืนทีมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ดิดิเยร์ ดร็อกบา, ฟลอร็องต์ มาลูดา หรือ มิชาเอล เอสเซียง
แนวโน้มของเกม - “สิงห์สำอาง” ยังทำผลงานได้อย่างร้อนแรงต่อเนื่อง แม้เกมนี้จะต้องเป็นฝ่ายออกไปเยือน ก็ยังดูเหนือกว่าอยู่นิด ๆ ขณะที่ “เรือใบสีฟ้า” มีนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์เต็มทีม แต่ความลงตัวระบบการเล่นและการประสานงานในทีมยังไม่เข้าตาเท่าที่ควร ดูแล้วมีโอกาสที่ลูกทีมของ คาร์โล อันเชลอตติ จะมีแต้มกลับบ้าน โดยโอกาสคว้า 3 แต้มเต็มถือว่ามีไม่น้อยเลยทีเดียว
สกอร์ที่คาด - แมนเชสเตอร์ ซิตี แพ้ เชลซี 1-2
...............................................................
อาร์เซนอล - เวสต์บรอมวิชฯ
สนาม : เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม
เวลา : 21.00 น.
ถ่ายทอดสด : ทรูสปอร์ต 3
“ปืนใหญ่” เจ้าถิ่น มี 10 แต้มจาก 5 นัด รั้งรองจ่าฝูงของตาราง โดยเกมนี้ อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือของทีม มีหวังปวดหัวกับการจัดทีมแน่นอน เนื่องจากจะหมดสิทธิใช้งานนักเตะตัวหลักหลายคน โดย อเล็กซาน

เดอร์ ซง ติดโทษแบนจากการโดนใบแดงในเกมบุกเสมอ ซันเดอร์แลนด์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ส่วน เชส ฟาเบรกาส, อาบู ดิยาบี, โธมัส แฟร์มาเลน, ธีโอ วัลค็อตต์, โรบิน ฟาน เพอร์ซี, นิคลาส เบนท์เนอร์ รวมถึง อารอน แรมซีย์ โดนอาการบาดเจ็บเล่นงานทั้งหมด แต่ตัวหลักคนอื่น ๆ พร้อมลงสนาม โดย อังเดร อาร์ชาวิน, ซามีร์ นาสรี และ มารูยาน ชามัค จะลงยืนเป็นแกนนำในเกมรุก
ด้าน “เดอะ แบกกีส์” ทีมเยือน มี 7 คะแนนจาก 5 นัด รั้งที่ 10 ของตาราง เกมนี้ โรแบร์โต ดิ มัตเตโอ กุนซือชาวอิตาลี จะยังคงไม่มี มาเร็ค เช็ก แบ๊กซ้ายตัวเก่งลงช่วยทีม เนื่องจากยังไม่หายเจ็บข้อเท้า โดย นิคกี ชอร์รีย์ น่าจะได้ลงประจำการพื้นที่ดังกล่าวต่อไป ส่วนในรายของ โจ แมทท็อก และ อิสมาเอล มิลเลอร์ นั้น ยังต้องรอทดสอบความฟิต นอกนั้นพร้อมลงสนามทั้งหมด โดยแดนกลางมี คริส บรันต์ ประจำการ แถมจะได้ เจมส์ มอร์ริสสัน พ้นโทษแบนกลับมาช่วยทีมด้วย ส่วนแดนหน้ามี ปีเตอร์ โอเด็มวิงกี กับ มาร์ก-อองตวน ฟอร์กตูเน ลงยืนเป็นหัวหอกคู่กัน
แนวโน้มของเกม - แม้ “ปืนใหญ่” จะเจอปัญหานักเตะตัวหลักบาดเจ็บและติดโทษแบนเล่นงานเป็นโขยง แต่ดูแล้วพวกเขายังเหนือกว่า “เดอะ แบกกีส์” อยู่หลายขุม โดยเฉพาะในเกมรุกที่ยังอันตรายทุกวินาที แถมเกมนี้ยังได้เล่นในถิ่นของตัวเองอีกด้วย ดูแล้วน่าจะคว้าชัยได้ไม่ยาก เพียงแต่อาจจะยิงไม่ขาดถึง 3-4 ประตูเท่านั้น
สกอร์ที่คาด - อาร์เซนอล ชนะ เวสต์บรอมวิชฯ 2-0
...............................................................
ลิเวอร์พูล - ซันเดอร์แลนด์
สนาม : แอนฟิลด์
เวลา : 21.00 น.
ถ่ายทอดสด : ทรูสปอร์ต 1
“หงส์แดง” ยังหาฟอร์มเก่งไม่เจอในช่วงต้นฤดูกาล โดยมีแค่ 5 แต้มจาก 5 นัด อยู่ที่ 16 ของตาราง โดยเกมนี้ รอย ฮอดจ์สัน จะยังไม่มี เดิร์ค เคาต์ ที่ยังไม่หายบาดเจ็บที่หัวไหล่ ส่วน ฟาบิโอ ออเรลิโอ ก็ยังไม่หายเจ็บเอ็นร้อยหวาย อย่างไรก็ตาม ตัวหลักคนอื่น ๆ ของทีม ที่ได้พักในเกม คาร์ลิง คัพ เมื่อกลางสัปดาห์จะกลับมาประจำการในเกมนี้ทั้งหมด โดย โฆเซ เรนา จะกลับมาเฝ้าเสาเป็นตัวจริง ส่วน สตีเวน เจอร์ราร์ด จะลงมาประสานงานในแดนกลางร่วมกับ โจ โคล, คริสเตียน โพลเซน และ ราอูล เมยเรเลส โดยมี เฟอร์นานโด ตอร์เรส คอยจบสกอร์
ด้าน “แมวดำ” ทีมเยือน มี 6 แต้ม จาก 5 นัด รั้งอันดับ 11 ของตาราง โดยในเกมเยือนถิ่น แอนฟิลด์ นัดนี้ สตีฟ บรูซ จะหมดสิทธิใช้งาน อซาโมอาห์ กียาน หัวหอกตัวใหม่ที่มีอาการเจ็บเอ็นหลังหัวเข่า เช่นเดียวกับ เคร็ก กอร์ดอน, คีแรน ริชาร์ดสัน, แอนทอน เฟอร์ดินานด์ และ เฟรเซอร์ แคมป์เบลล์ ที่ยังเจ็บอยู่ทั้งหมด ส่วน จอห์น เมนซาห์ และ ไมเคิล เทอร์เนอร์ 2 ปราการหลังตัวหลักของทีมยังต้องรอเช็กความฟิต ขณะที่ ลี แคตเทอร์โมล มิดฟิลด์ไดนาโมยังติดโทษแบนเป็นเกมสุดท้าย อย่างไรก็ตาม ซันเดอร์แลนด์ ยังมี ดาร์เรน เบนท์ ดาวยิงตัวเก่งลงประจำการในแดนหน้าเช่นเดิม
แนวโน้มของเกม - ผลงานของ “หงส์แดง” ยังคงลุ่ม ๆ ดอน ๆ จนถึงขั้นมีข่าวว่า รอย ฮอดจ์สัน อาจอยู่ไม่ยืดบนเก้าอี้กุนซือเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม การได้เล่นในถิ่น แอนฟิลด์ น่าจะช่วยให้พวกเขาได้เปรียบ “แมวดำ” ผู้มาเยือนอยู่พอสมควร และน่าจะเป็นฝ่ายเบียดเอาชนะเก็บ 3 คะแนนได้อย่างหวุดหวิดในที่สุด
สกอร์ที่คาด - ลิเวอร์พูล ชนะ ซันเดอร์แลนด์ 2-1
....................................................................

เวสต์แฮม - สเปอร์
สนาม : อัพตัน ปาร์ค
เวลา : 21.00 น.
“ขุนค้อน” เจ้าถิ่น ฟอร์มย่ำแย่มีแค่แต้มเดียวจาก 5 นัด รั้งบ๊วยของตาราง โดยเกมนี้ อัฟราม แกรนท์ นายใหญ่ “เดอะ แฮมเมอร์ส” ที่กำลังเก้าอี้ร้อนสุดขีดนั้น จะไม่มี วาลอน เบห์รามี กองกลางทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ลงสนาม เนื่องจากเจ้าตัวยังมีอาการเจ็บน่อง ส่วน แจ๊ค คอลลิสัน และ ซาวอน ไฮน์ส เดี้ยงยาว ขณะที่ โธมัส ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ มิดฟิลด์เยอรมัน น่าจะยังไม่พร้อมลงเล่นเกมนี้ แม้จะหายเจ็บต้นขาแล้วก็ตาม ส่วนคนอื่น ๆ พร้อมลงสนาม โดย คาร์ลตัน โคล, เฟรเดริก ปิกิยอนน์ และ วิคเตอร์ โอบินนา จะลงเป็น 3 ประสานในแนวรุก
ด้าน “ไก่เดือยทอง” ทีมเยือน มี 8 แต้มจาก 5 นัด อยู่ที่ 5 ของตาราง เกมนี้ แฮร์รี เรดแนปป์ จะไม่มี เจอร์เมน เดโฟ และ ไมเคิล ดอว์สัน ที่ยังเดี้ยง เช่นเดียวกับ เวดราน ชอร์ลูกา, ยูเนส กาบุล, เจมี โอฮารา และ โจนาธาน วูดเกต ส่วน เอเรลโญ โกเมส นายทวารมือ 1 นั้น ยังต้องรอเช็กความฟิตจากอาการบาดเจ็บโคนขาหนีบ ส่วนตัวหลักที่เหลือ ซึ่งหลายคนได้พักในเกม คาร์ลิง คัพ เมื่อกลางสัปดาห์นั้น พร้อมลงสนามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ปีเตอร์ เคราช์, ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ต หรือ แกเร็ธ เบล
แนวโน้มของเกม - “ขุนค้อน” เริ่มโงหัวขึ้นมาบ้างหลังบุกไป เสมอ สโตค ในเกมที่แล้ว แถมเกม คาร์ลิง คัพ เมื่อกลางสัปดาห์ยังชนะ ซันเดอร์แลนด์ ซึ่งน่าจะทำให้นักเตะในทีมมีกำลังใจขึ้นมาพอสมควร นัดนี้ได้กลับมาเล่นในบ้าน แถมยังเป็นดาร์บีแมตช์ที่ยอมกันไม่ได้อีกด้วย ดูแล้วโอกาสที่ “ขุนค้อน” น่าจะฮึดแบ่งแต้มจาก “ไก่เดือยทอง” ได้ก็น่าจะมีไม่น้อย
สกอร์ที่คาด - เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เสมอ ทอตแนม ฮอตสเปอร์ 1-1
.................................................................
ฟูแลม - เอฟเวอร์ตัน
สนาม : คราเวน ค็อตเทจ
เวลา : 21.00 น.
“เจ้าสัวน้อย” มี 7 แต้มจาก 5 นัด อยู่ที่ 7 ของตาราง เกมนี้ มาร์ค ฮิวจ์ส กุนซือของทีม เจอปัญหาขาดแคลนกองหน้าหลังหัวหอกพากันเดี้ยงระนาว โดย บ็อบบี ซาโมรา ข้อเท้าหัก, มุสซา เดมเบเล เจ็บน่อง ส่วน ดิโอมองซี กามารา กับ แอนดี จอห์นสัน เจ็บยาวมานานแล้ว ส่งผลให้อาจต้องดัน คลินต์ เดมป์ซีย์ ขึ้นไปรับบทศูนย์หน้าจำเป็น ดีที่ขุมกำลังอื่น ๆ ยังอยู่กันครบ ทั้ง เดเมียน ดัฟฟ์, เบรเด ฮันเกลันด์, แดนนี เมอร์ฟี และ มาร์ค ชวาร์เซอร์
ด้าน “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” ทีมเยือน ผลงานย่ำแย่มีแค่ 2 แต้ม จาก 5 เกม รั้งรองบ๊วย ทำเอา เดวิด มอยส์ กดดันไม่น้อย แถมเกมนี้ กุนซือเลือดสกอตต์จะไม่มีตัวหลักอย่าง ทิม เคฮิลล์ ลงช่วยทีม เนื่องจากมีอาการเจ็บหัวเข่า ขณะที่ หลุยส์ ซาฮา และ แจ๊ค ร็อดเวลล์ ยังคงไม่หายเดี้ยง ส่วน วิคเตอร์ อนิเชเบ ยังต้องรอเช็กสภาพความฟิต โดยเกมนี้ เจอร์เมน เบคฟอร์ด น่าจะได้ลงเป็นหัวหอกตัวเป้า โดยมี มิเกล อาร์เตตา, สตีเวน พีนาร์ และ ลีออน ออสแมน คอยปั้นเกม
แนวโน้มของเกม - คู่นี้สภาพทีมย่ำแย่ ขาดตัวหลักไปเยอะพอ ๆ กัน แต่ถ้าวัดจากผลงานแล้ว “เจ้าสัวน้อย” ดูดีกว่าเยอะ แถมเกมนี้ได้เล่นในบ้าน น่าจะเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่ไม่น้อย ดูแล้ว ฟูแลม ไม่น่าแพ้ในเกมนี้ ขณะที่โอกาสลุ้นถึง 3 คะแนนเต็มก็มีความเป็นไปได้ไม่น้อย
สกอร์ที่คาด - ฟูแลม ชนะ เอฟเวอร์ตัน 1-0
.........................................................
เบอร์มิงแฮม - วีแกน
สนาม : เซนต์ แอนดรูวส์
เวลา : 21.00 น.
ถ่ายทอดสด : ทรูสปอร์ต 6
“ลูกโลก” เจ้าถิ่น มี 6 แต้มจาก 5 นัด รั้งอันดับ 12 ของตาราง เกมนี้ อเล็กซ์ แม็คลีช กุนซือของทีม หมดสิทธิใช้บริการของ เซบาสเตียน ลาร์สสัน ที่เจ็บเข่า รวมถึง เจมส์ แม็คฟาดเดน ที่ต้องพักยาวถึงต้นปีหน้าเนื่องจากเข่าเดี้ยงเช่นกัน ขณะที่ เควิน ฟิลิปป์ส ดาวยิงตัวเก๋า หายเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาแล้ว แต่ยังไม่น่าจะฟิตพอลงช่วยทีมในเกมนี้ แต่ เบอร์มิง แฮม จะได้ อเล็กซานเดอร์ ฮเล็บ ลงลากเลื้อยทำเกม ส่วนหน้าที่จบสกอร์ยังเป็น คาเมรอน เจอโรม เช่นเดิม
ด้าน “เดอะ ลาติกส์” ทีมเยือน มี 4 แต้มจาก 5 นัด รั้งอันดับ 3 จากท้ายตาราง เกมนี้ โรแบร์โต มาร์ติเนซ กุนซือของทีม มีปัญหานักเตะบาดเจ็บแค่คนเดียว คือ แกรี คัลด์เวลล์ กองหลังตัวเก่ง ที่ยังไม่หายจากอาการต้นขาเดี้ยง นอกนั้นพร้อมลงสนามทั้งหมด โดย อันโตลิน อัลคาราซ กองหลังทีมชาติปารากวัย จะยืนเซ็นเตอร์ฮาล์ฟคู่กับ สตีฟ โกฮูรี ขณะที่ ฟรังโก ดิ ซานโต กับ เมาโร โบเซลลี จะต้องแย่งกันลงยืนเป็นคู่หูของ ฮูโก โรดาเยกา ในแดนหน้า
แนวโน้มของเกม - เบอร์มิงแฮม เจ้าถิ่น ยังไม่ชนะใครในเกมลีก 3 นัดหลังสุด แถมนัดล่าสุดบุกไปแพ้น้องใหม่อย่าง เวสต์บรอมวิช อัลเบียน อีกด้วย ดังนั้น เกมนี้ แม็คลีช ต้องสั่งลูกทีมเน้นเต็มที่เพื่อเรียกฟอร์มกลับมาให้ได้ ประกอบกับ วีแกน เป็นทีมที่ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากมาย ดูแล้ว “ลูกโลก” น่าจะมีโอกาสคว้า 3 แต้มมากกว่าทีมเยือน
สกอร์ที่คาด - เบอร์มิงแฮม ซิตี ชนะ วีแกน 2-0
.........................................................
แบล็กพูล - แบล็กเบิร์นฯ
สนาม : บลูมฟิลด์ โรด
เวลา : 21.00 น.
ถ่ายทอดสด : ทรูสปอร์ต 2
“เดอะ ซีไซเดอร์ส” มี 7 แต้มจาก 5 นัด อยู่อันดับ 9 ของตาราง โดยเกมนี้ เอียน ฮอลโลเวย์ กุนซือของทีมมีปัญหานักเตะบาดเจ็บแค่ หลุยส์ อัลมอนด์ ที่ยังเจ็บยาวคนเดียวเท่านั้น โดยไม่มีนักเตะที่ติดโทษแบนแต่อย่างใด โดยเกมนี้ 11 ตัวจริงน่าจะเป็นชุดเดิมจากเกมบุกพ่ายเชลซี 0-4 ในนัดที่แล้ว โดยแดนกลางมี ชาร์ลี อดัมส์ กัปตันทีมคอยคุมเกม ส่วนแดนหน้าน่าจะยังเป็น ดีเจ แคมป์เบลล์ จับคู่กับ ลุค วาร์นีย์ โดยมี เบรตต์ โอเมอร็อด, มาร์ลอน แฮร์วูด และ แกรี เทย์เลอร์-เฟล็ทเชอร์ เป็นตัวสอดแทรก
ด้าน “กุหลาบไฟ” ทีมเยือน มี 5 แต้มจาก 5 นัด รั้งที่ 14 ของตาราง โดยเกมนี้ แซม อัลลาร์ไดซ์ มีนักเตะบาดเจ็บแค่ คีธ แอนดรูวส์ คนเดียวเท่านั้น นอกนั้นพร้อมเป็นตัวเลือกให้ “บิ๊กแซม” จัดลง สนามแบบเต็มอัตราศึก โดย คริสโตเฟอร์ แซมบา กัปตันทีมที่เป็นหัวใจสำคัญในเกมรับ จะลงยืนเป็นคุมแผงหลังเช่นเคย ส่วนแดนกลางมี ฟิล โจนส์, วินซ์ เกรลลา และ มอร์เทน กัมป์ส พีเดอร์เซน คุมจังหวะ ส่วน 3 ประสานในแดนหน้าเป็น เอล-ฮัดจิ ดิยุฟ, นิโกลา คาลินิช และ มาเม บีรัม ดิยุฟ
แนวโน้มของเกม - เกมนี้เพิ่งจะเป็นการได้เล่นในบ้านเป็นนัดที่ 2 ของ แบล็กพูล ดังนั้น ลูกทีมของ เอียน ฮอลโลเวย์ น่าจะมีกำลังใจที่จะกู้ชื่อคืนหลังพ่าย เชลซี เละเทะในเกมล่าสุด ทำให้ “กุหลาบไฟ” ไม่น่าจะเจองานง่ายหากหวังจะเก็บ 3 คะแนนกลับบ้าน ดูแล้วโอกาสออกเสมอมีความเป็นไปได้มากที่สุด
สกอร์ที่คาด - แบล็กพูล เสมอ แบล็กเบิร์นฯ 1-1

ที่มา เดลินิวส์

วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

CR7 รีเทิร์น เซอร์พร้อมทุ่ม 100 ล้านปอนด์ดึงโด้กลับรังผี


CR7 รีเทิร์น เซอร์พร้อมทุ่ม 100 ล้านปอนด์ดึงโด้กลับรังผี แม่เจ้า! โด้จะกลับบ้าน

ข่าวสุดช็อค เมื่อเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันเตรียมการนำ CR7 คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ลูกศิษย์สุดรักกลับมาถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดอีกครั้ง หลังจากโด้โชว์ฟอร์มได้ไม่เด่นกับต้นสังกัดรีล มาดริด

รายงานจากgoal.com สเปนอ้างจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดของเซอร์อเล็กซ์ว่า กุนซือชาวสก็อตแลนด์รายนี้เตรียมแผนการครั้งใหญ่ด้วยการทุ่มเงิน 100 ล้านปอนด์เพื่อดึงโรนัลโด้กลับมาที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอีกครั้ง

ข่าวนี้ลือกันกระหึ่มในสเปนหลังจากโรนัลโด้ไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้ไม่น่าประทับใจกับมาดริด ส่วนเจ้าตัวเองก็รู้สึกไม่แฮปปี้ในถิ่นซานติเอโก้ เบอร์นาบิวและรู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านของเขา

ที่มา http://sport.mthai.com/football/spainish-football/49862.html

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แฉ 'โรนัลโด' ส่งข้อความสยิวกิ้วให้นางแบบผู้ดี

แฉ 'โรนัลโด' ส่งข้อความสยิวกิ้วให้นางแบบผู้ดี ข่าวฉาวเกี่ยวกับความเจ้าชู้ของบรรดานักฟุตบอลยังมีให้เห็นต่อเนื่อง ล่าสุด "เดอะ ซันส์" แฉ คริสเตียโน โรนัลโด แอบนอกใจ แฟนสาว ไอรินา เชย์ก ด้วยการส่งข้อความสยิวไปหาดาวโป๊นางหนึ่ง มาตั้งแต่เดือนพ.ค.ที่ผ่านมา...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันที่ 21 ส.ค.อ้าง คริสเตียโน โรนัลโด​ ซุปเปอร์สตาร์นักเตะของเรอัล มาดริด ส่งข้อความวาบหวิวไปให้กับ ริฮัน ซักเดน นางแบบหุ่นสะบึม ประจำหน้าสามของ หนังสือพิมพ์ "เดอะซัน"

สื่อแท็บลอยด์ชื่อดังของอังกฤษ เป็นผู้ออกมาแฉเรื่องนี้ โดยระบุว่า ปีกจอมสับชาวโปรตุกีส ฉายแววความเจ้าชู้ประตูดินลับหลัง แฟนสาวชาวรัสเซีย ไอรินา เชย์ก ด้วยการส่งแมสเซจสยิวกิ้วไปให้กับ ดาวโป๊สุดเอ็กซ์ วัย 23 ปี ตั้งแต่เดือนพ.ค. เกือบจะทุกวัน หลังทั้งคู่พบกันครั้งแรกเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา

เพื่อนซี้ของทั้งคู่ เปิดปากเม้าท์ว่า "พวกเขาเข้ากันได้ดี ริฮัน คิดว่า เขาเป็นคนฉลาด และ เป็นผู้ชายที่สนุกสนาน เขาได้เบอร์เธอจากภัตตาคารแห่งหนึ่งในเมืองแมนเชสเตอร์ และเขาเริ่มโทรและส่งข้อความไปหาเธอทันที"

โรนัลโด ถือเป็นนักฟุตบอลรายล่าสุด ที่ตกเป็นข่าวฉาวเกี่ยวกับเรื่องความเจ้าชู้และนอกใจแฟนของตัวเอง ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่นาน ก็คือ ปีเตอร์ เคราช์ หัวหอกร่างโย่งของสเปอร์ส ที่ยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเอง หลังคู่หมั้นจับได้ว่าเขาแอบไปซื้อบริการหญิงสาววัย 19 ปี ที่ กรุงมาดริด.
ที่มา ไทยรัฐ

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ผีล้มแผนคว้า โอซิล เบนเป้าเล็ง ไมเรเลส 15ล้านป.


ผีล้มแผนคว้า โอซิล เบนเป้าเล็ง ไมเรเลส 15ล้านป.ราอูล ไมเรเลส (เอฟซี ปอร์โต้) / Raul Meireles (FC Porto)

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังให้ความสนใจที่จะคว้าตัว ราอูล ไมเรเลส กองกลางตัวทำเกมของ เอฟซี ปอร์โต้ ทีมดังในศึกลีกา ซาเกรส โปรตุเกส ภายหลังที่เพิ่งพับแผนภารกิจตามล่า เมซุต โอซิล เพลย์เมกเกอร์จาก แวร์เดอร์ เบรเมน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามรายงานของ ซันเดย์ มิร์เรอร์

อย่างไรก็ตาม การคว้าตัวหนนี้ทีมดังแห่งถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หากอยากได้ตัวสตาร์ทีมชาติโปรตุเกส วัย 27 ปี มาร่วมทีม ต้องจ่ายค่าตัวให้กับ ปอร์โต้ 15 ล้านปอนด์ (750 ล้านบาท)

สำหรับ ไมเรเลส ย้ายจาก เบาวิสต้า มาค้าแข้งกับ ปอร์โต้ ตั้งแต่ปี 2004 และมีส่วนช่วยให้ต้นสังกัดคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้ถึง 4 สมัยติดต่อกัน (2004-2009) ทำสถิติลงสนาม 153 นัด ทำได้ 15 ประตู ติดทีมชาติโปรตุเกส 38 นัด ทำได้ 6 ประตู

ที่มา http://sport.mthai.com/football/general-sport-football/43175.html

พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง หงส์ชนปืนคืนนี้!!!


พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง หงส์ชนปืนคืนนี้!!!
พรีวิวฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก

ลิเวอร์พูล พบ อาร์เซนอล

สนาม แอนฟิลด์ วันที่ 15 สิงหาคม เวลา22.00น.
ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกคู่บิ๊กแมตช์ประจำสัปดาห์แรก ลิเวอร์พูลภายใต้การนำของโค้ชใหม่รอย ฮอดจ์สันเปิดรังแอนฟิลด์รับการมาเยือนของทีมพลังหนุ่ม อาร์เซนอล

ลิเวอร์พูล

ลิเวอร์พูลยังต้องลุ้นอาการบาดเจ็บของเฟร์นานโด ตอร์เรสที่เจ็บขาหนีบจากเกมฟุตบอลโลกนัดชิง แต่เชื่อว่าฮอดจ์สันน่าจะจับศูนย์หน้ารายนี้นั่งข้างสนามมากกว่าเสี่ยงส่งลงเล่นและเตรียมปล่อยเอ็นก็อกลงสนามแทน ส่วนโพลเซ่น มิดฟิลด์ใหม่แกะกล่องจากยูเวนตุสปู่รอยไม่น่าจะรีบส่งลงสนาม ขณะที่ในแผงหลังสเคอร์เทลยังเจ็บข้อเท้าลงไม่ได้ ส่วนโจ โคลจะได้ลงสนามในเกมนี้

อาร์เซนอล

อาร์เซนอลทีมเยือนจะยังไม่มีเชส ฟาเบรกาสและโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ สองนักเตะที่กรำศึกหนักมาจากฟุตบอลโลก รวมไปถึงดิอาบี้ ซง จูรู เบนด์เนอร์ และเดนิลสันที่เจ็บทั้งหมด แต่อาจจะได้แจ็ค วิลเชียร์มายืนแดนกลาง มีสองแข้งใหม่ชามัคห์และคอสเซียลนี่ลงสนาม

ลิเวอร์พูล – เรน่า – จอห์นสัน, ออเรลิโอ, คาร์ราเกอร์, แอ็กเกอร์ – ลูคัส, มาสเชราโน่ – โจวาโนวิช, เจอร์ราร์ด, โคล – เอ็นก็อก

อาร์เซนอล – อัลมูเนีย – ซานญ่า, คอสเซียลนี่, เฟอร์มาเลน, คลิชี่ – ฟริมปง – โรซิคกี้, วิลเชียร์, นาสรี่, อาชาวิน – ขามัคห์

ความน่าจะเป็น

ลิเวอร์พูลในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อหลังจากเปลี่ยนโค้ชมาเป็นรอย ฮอดจ์สัน อาจจะโชคร้ายซักเล็กน้อยเมื่อเปิดสนามนัดแรกก็เจอด่านทดสอบสุดโหดคือ ทีมพลังหนุ่มอย่างอาร์เซนอลที่ฟอร์มเข้าฝักสุดๆ ในช่วงอุ่นเครื่อง ณ เวลานี้เกมรุกของไอ้ปืนโตไม่เป็นรองใครแน่นอน ยิ่งได้ชามัคห์ดาวยิงตัวเก่งมาเสริมทีมยิ่งอันตรายแบบคูณสอง ขณะที่ลิเวอร์พูลยังคงเก็บนักเตะตัวหลักๆ ในฤดูกาลก่อนไว้ได้ครบ แต่เชื่อว่ายังเล่นกันได้ไม่ลงตัวนักยิ่งขาดตอร์เรสด้วยแล้วงานนี้ลิเวอร์พูลไม่แพ้ถือว่ากำไรชีวิตแล้ว เกมนี้แนวรุกอาร์เซนอลป่วนแผงหลังหงส์หัวปั่นแน่นอน

ที่มา sport.mthai.

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

คอมมูนิตี ชิลด์

คอมมูนิตี ชิลด์ เหลือเวลาอีกเพียงสัปดาห์นิดๆ ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลีกยอดฮิตอันดับ 1 ของคอบอลเมืองไทย ฤดูกาลใหม่ 2010/11 ก็จะรูดม่านเปิดฉากฟาดแข้งอย่างเป็นทางการกันแล้ว

แต่หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้าที่ฟุตบอลลีกสูงสุดเมืองผู้ดีจะเปิดฉากฟาดแข้ง ก็จะมีแมตช์ประเพณีชิงโล่การกุศล "คอมมูนิตี ชิลด์" หรือ "แชริตี ชิลด์ (เดิม)" มาเตะโหมโรงเรียกน้ำย่อยกันก่อน
ศึกชิงโล่การกุศลเป็นการนำเอา 2 แชมป์ที่ใหญ่ สุดอันดับ 1 และ 2 ของอังกฤษมาเจอกัน นั่นคือ แชมป์ลีกสูงสุดหรือแชมป์พรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน มาวัดฝีเท้ากับแชมป์ถ้วยศักดิ์สิทธิ์อย่างเอฟเอคัพ

สำหรับศึกคอมมูนิตี ชิลด์ ฤดูกาล 2010/11 นี้ จะเป็นการพบกันระหว่าง "สิงห์บลู" เชลซี ดับเบิลแชมป์บอลอังกฤษฤดูกาลที่แล้ว ดวลกับ "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รองแชมป์พรีเมียร์ลีก ซีซั่น 2009/10 ที่สนามเวมบลีย์ กรุงลอนดอน ในคืนวันอาทิตย์ที่ 8 ส.ค.นี้

ด้วยการที่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว เชลซีภายใต้การกุมบังเหียนของคาร์โล อันเชลอตติ กุนซือชาวอิตาเลียน ประกาศศักดาผงาดคว้าทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีกและเอฟเอคัพไปครองอย่างยิ่งใหญ่ จึงทำให้ "เอฟเอ" ต้องเลือกแมนฯยู รองแชมป์พรีเมียร์ลีก มาเป็นคู่ลับฝีเท้า

ว่าไปแล้ว เชลซีและแมนฯยูเจอกันค่อนข้างบ่อยในศึกชิงโล่ และนี่จะเป็นการพบกันครั้งที่ 4 ของทั้งคู่ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

เริ่มจากปี 2000 เชลซีเอาชนะแมนฯยูไป 2-0 จากการยิงของจิมมี ฮัสเซลเบงค์ และมาริโอ เมลช็อต จากนั้นปี 2007 แมนฯยูล้างแค้นได้บ้าง ด้วยการเอาชนะเชลซีในการดวลจุดโทษ 3-0 หลังเสมอกัน 1-1 ในเกม 90 นาที

เว้นไปหนึ่งปี ทั้งคู่โคจรกลับมาเจอกันอีกครั้งในปี 2009 ซึ่งคราวนี้ "สิงห์บลู" เป็นฝ่ายดวลจุดโทษพิชิต "ผีแดง" ได้บ้าง ด้วยสกอร์ 4-1 หลังเสมอกันในเกม 90 นาที 2-2 ส่งผลให้เชลซีซิวแชมป์คอมมูนิตี ชิลด์ เป็นสมัยที่ 4

แต่ถ้าถามว่า ทีมไหนครองแชมป์โล่การกุศลมากที่สุด เชื่อว่าคงเดากันได้ไม่ยาก นั่นก็คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่นเอง

ทีมบอลตรา "ผีแดง" ซิวแชมป์คอมมูนิตี ชิลด์ (หรือแชริตี ชิลด์ เดิม) รวมทั้งสิ้น 17 ครั้ง โดยเป็นการคว้าแชมป์แบบเดี่ยวๆ 13 ครั้ง และเป็นการครอง แชมป์ร่วมกัน 4 ครั้ง

รองลงไปเป็น "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ซิวโล่ไปครองทั้งสิ้น 15 ครั้ง เป็นการได้แชมป์เดี่ยวๆ 10 ครั้ง และครองร่วมกันอีก 5 ครั้ง

อันดับ 3 เป็น "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล ซิวแชมป์โล่ไปครองทั้งสิ้น 12 ครั้ง โดย 11 ครั้งเป็นการได้แชมป์แบบเดี่ยวๆ ส่วนที่เหลืออีก 1 ครั้งเป็นการครองแชมป์ร่วม ขณะที่เชลซีไม่ติด 4 อันดับแรกด้วยซ้ำไป เพราะเพิ่งคว้าแชมป์รายการชิงโล่ไปเพียง 4 ครั้งเท่านั้น

เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อย เราลองไปดูเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของศึกคอมมูนิตี ชิลด์กันครับ

เกมที่มีการยิงประตูกันมากที่สุดคือ เกมที่แมนฯยูถล่มสวินดอน ทาวน์ กระจุย 8-4 ในปี 1911

ไรอัน กิกส์ ปีกจอมเก๋าชาวเวลส์ของแมนฯยู เป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จมากสุดในเกมชิงโล่ ด้วยการคว้าแชมป์ร่วมกับแมนฯยูถึง 7 สมัย (1993, 1994, 1996, 1997, 2003, 2007, 2008) และกิกส์ยังมีโอกาสเพิ่มสถิติอีกในวันอาทิตย์นี้

นอกจากนี้ กิกส์ยังถูกจารึกว่าเป็นนักเตะที่ลงเล่นในศึกชิงโล่มากที่สุดถึง 13 ครั้ง

ส่วนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่ลงเล่นรายการนี้ติดต่อกันมากสุดถึง 6 สมัย ตั้งแต่ปี 1996-2001 แต่พวกเขาคว้าแชมป์ไปได้แค่ 2 ครั้งเท่านั้น

แม้หลายคนจะมองว่า เกมชิงโล่คอมมูนิตี ชิลด์ เป็นเพียงเกมเปิดหัวคั่นรายการ เล่นกันไม่จริงจัง

แต่อยากบอกว่า เกมคอมมูนิตี ชิลด์ ระหว่างเชลซีกับแมนฯยูฤดูกาลนี้ เป็นเกมที่มีศักดิ์ศรีค้ำคอกันอยู่ ไม่มีใครยอมใครแน่ๆ และน่าจะสนุกกว่าหลายปีที่ผ่านมาครับ.

หมวดแซม
ที่มา ไทยรัฐ

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

รวมภาพประทับใจพิธีปิดงาน ฟุตบอลโลก 2010


รวมภาพความประทับใจพิธีปิดงาน ฟุตบอลโลก 2010 มหกรรม ฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ได้เดินทางมาถึงวันสุดท้าย โดยที่เจ้าภาพจัดพิธีปิดการแข่งขันที่สนามซอคเกอร์ ซิตี้ สเตเดี้ยม ในเมืองโยฮันเนสเบิร์ก เรียบร้อย เมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา

รวมภาพความประทับใจพิธีปิดงาน ฟุตบอลโลก 2010 โดยเจ้าภาพ แอฟริกาใต้ ได้จัดพิธีปิดประกอบแสง-สี-เสียง อย่างสวยงาม ผสมผสานการแสดงด้านวัฒนธรรมของประเทศ สร้างความประทับใจคนทั่วโลก และมี ชาคีร่า นักร้องสาวขึ้นมาร้องเพลงปิดพิธีมหกรรม ฟุตบอลโลก พร้อมด้วยทีมแสดงจากชาติเจ้าภาพ

นอกจากนี้ หลังจากการแสดงพิธีปิดจบลง เนลสัน แมนเดล่า อดีตผู้นำ และตำนานของประเทศแอฟริกาใต้ ได้เข้ามาร่วมในงานนี้ด้วย พร้อมกับภรรยา ก่อนที่ ฟาบิโอ คันนาวาโร่ กัปตันทีมชาติอิตาลีชุดแชมป์โลกปี 2006 จะเดนทางมาพร้อมถ้วยฟีฟ่า เวิลด์คัพ เพื่อส่งมอบถ้วยให้กับแชมป์หน้าใหม่ หลังจบเกมนัดชิงชนะเลิศระหว่าง สเปน -ฮอลแลนด์

รวมภาพความประทับใจพิธีปิดงาน ฟุตบอลโลก 2010

รวมภาพความประทับใจพิธีปิดงาน ฟุตบอลโลก 2010

รวมภาพความประทับใจพิธีปิดงาน ฟุตบอลโลก 2010

รวมภาพความประทับใจพิธีปิดงาน ฟุตบอลโลก 2010

รวมภาพความประทับใจพิธีปิดงาน ฟุตบอลโลก 2010

รวมภาพความประทับใจพิธีปิดงาน ฟุตบอลโลก 2010

รวมภาพความประทับใจพิธีปิดงาน ฟุตบอลโลก 2010

รวมภาพความประทับใจพิธีปิดงาน ฟุตบอลโลก 2010
ที่มา http://sport.mthai.com/worldcup2010-football/36538.html
แท็ก : world cup 2010, ฟุตบอล, ฟุตบอลโลก

ฟอร์ลัน รับแข้งยอดเยี่ยม ฟุตบอลโลก 2010 มุลเลอร์ ซิว2รางวัล

ฟอร์ลัน รับแข้งยอดเยี่ยม ฟุตบอลโลก 2010 มุลเลอร์ ซิว2รางวัล ดิเอโก้ ฟอร์ลัน (อุรุกวัย) / Diego Forlan (Uruguay)
สหพันธ์ ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ได้จัดการประกาศรางวัลต่างๆ ประจำศึกฟีฟ่า เวิลด์ คัพ 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย ดีเอโก้ ฟอร์ลัน ดาวยิงทีมชาติอุรุกวัย จากสโมสร แอตเลติโก มาดริด ทีมในศึก ลา ลีกา สเปน สร้างเซอร์ไพรส์ คว้ารางวัล นักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ หรือ อาดิดาส โกลเดนบอล อวอร์ด มาครองได้อย่างพลิกความคาดหมาย จากผลงาน 5 ประตู จาก 7 นัด พาทีม อุรุกวัย คว้าอันดับ 4 ของเวิลด์ คัพ ฉบับ แอฟริกา ในขณะที่ เวสลี่ย์ สไนเดอร์ และ ดาบิด บีย่า ตามมาเป็นอันดับที่ 2 และ 3 ตามลำดับ

ขณะที่รางวัลอื่นๆ นั้น โธมัส มุลเลอร์ กองหน้าดาวรุ่งจาก บาเยิร์น มิวนิค ทีมรองแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จากเยอรมัน นั้นประกาศศักดา ซิวทั้งรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยม “ฮุนได เบสต์ ยัง เพลเยอร์ อวอร์ด” และ รางวัล รองเท้าทองคำ “อาดิดาส โกลเด้น บูธ” หรือดาวซัลโว ประจำทัวร์นาเมนต์ โดยแม้ว่า มุลเลอร์ นั้นจะทำได้ 5 ประตู เท่ากับ ดีเอโก้ ฟอร์ลัน(อุรุกวัย), เวสลี่ย์ สไนเดอร์ (ฮอลแลนด์) และ ดาบิด บีย่า (สเปน) แต่จากการที่ ไอ้หนูวัย 20 ปีรายนี้ มีสถิติผ่านบอลให้เพื่อนทำประตูมากกว่าทั้งนักเตะทั้งสามราย ส่งผลรางวัลรองเท้าทองคำตกเป็นของเขาทันที

อย่างไรก็ตาม การคว้ารางวัลรองเท้าทองคำของ มุลเลอร์ ในวัย 20 ปีนั้น ยังไม่ใช่สถิติดาวซัลโวที่อายุน้อยที่สุด โดยสถิติดังกล่าวยังคงเป็นของ ฟลอเรียน อัลเบิร์ต ดาวยิงชาวฮังการี ในฟุตบอลโลก 1962 ที่ประเทศชิลี โดยอัลเบิร์ต ในตอนนั้นมีอายุ 20 ปีเท่ากับ มุลเลอร์ แต่ว่าตัวของดาวเตะ แมกยาร์ นั้นอ่อนวันกว่า มุลเลอร์

ส่วนทีมชาติสเปน เจ้าของตำแหน่งแชมป์โลกในครั้งนี้ ก็เป็นทีมที่ได้รางวัล แฟร์เพลย์ อวอร์ด และ อีเคร์ กาซิยาส นายทวารทีม “กระทิงดุ” ก็ได้รับเลือกให้เป็นผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมประจำรายการอีกด้วย

สรุปรางวัลศึก ฟุตบอลโลก 2010
นักเตะยอดเยี่ยม – ดีเอโก้ ฟอร์ลัน (อุรุกวัย)
รองเท้าทองคำ (ดาวซัลโว) – โธมัส มุลเลอร์ (เยอรมัน) 5 ประตู มีอีก 3 คนที่ยิงได้เท่ากัน คือ ดาบิด บีย่า (สเปน), เวสลี่ย์ สไนเดอร์ (ฮอลแลนด์) , ดีเอโก้ ฟอร์ลัน (อุรุกวัย)
ดาวรุ่งยอดเยี่ยม - โธมัส มุลเลอร์ (เยอรมัน)
ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม - อีเกร์ กาซิยาส (สเปน)
แฟร์เพลย์ อวอร์ด – ทีมชาติสเปน

ที่มา http://sport.mthai.com/worldcup2010-football/36616.html

ผลบอล : สมศักดิ์ศรีสเปนคว่ำอัศวินสีส้ม 1-0 คว้าแชมป์โลกไปครอง


ผลบอล : สมศักดิ์ศรีสเปนคว่ำอัศวินสีส้ม 1-0 คว้าแชมป์โลกไปครอง
ผลฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศ
ฮอลแลนด์ 0-1 สเปน
เริ่มเกม ฮอลแลนด์เป็นฝ่ายเริ่มเขี่ยบอลก่อนบุกจากขวาไปซ้าย ซึ่งในช่วงเเรกทั้งสองทีมยังครองเกม ดูจังหวะกันอยู่ และในนาทีที่4 สเปนมีจังหวะทำประตูครั้งจาก การเปิดฟรีคิกจากฝั่งขวาของซาบี และรามอสพุ่งเข้ามาโขกเต็มๆ แต่สเตเคเลนเบิร์ก ก็บินปัดออกไปได้ 5 นาทีผ่านเป็นทางด้านสเปนทำเกมบุกใส่ฮอลแลนด์ได้มากกว่า แต่ฮอลแลนด์ก่อนใช้การตัดบอลหนัก ในการทำลายเกมรุกของสเปน

และในจังหวะต่อมาอลอนโซ่ จ่ายบอลเข้ากลางพลาดและเป็น เค้าท์ ที่ได้จังหวะฉวดโอกาส ได้สับไกลยิงระยะ30หลา แต่ลูกนี้ก็เบาเกินไป บอลพุ่งเรียดเข้าซองกาซียาสแบบสบายๆ และสองนาทีถัดมา บีย่าได้จังหวะยิงด้วยซ้ายจากการเปิดเตะมุม ของซาบีทางมุมธงฝั่งขวา แต่บอลก็พุ่งเข้าข้างตาข่ายไปแบบน่าเสียดาย

15นาทีผ่าน เป็นทางด้านทีมสเปนทีทำเกมบุกได้ดีกว่าฮอลแลนด์ โดยที่ฮอลแลนด์มีจังหวะยิงประตูเพียงแค่ครั้งเดียว เข้าสู่นาที ที่ 20 เป็นทางด้านทีมฮอลแลนด์ที่เริ่มสร้างเกมบุกของตัวเองได้บ้างแล้ว โดยใช้รอบเบนเป็นตัวลากเลื่อยทางริมเส็นทางฝั่งขวา และมีโอกาสเปิดบอลให้เพื่อนทำประตูได้หลายครั้ง

และในนาทีที่ 28 ไนเจล เดอ ยอง ไปกระโดดถีบ เข้ากลางอกของอลอนโซ่เต็มๆ ต้องบอกเลยว่าลูกนี้อันตรายจริงๆ ทำให้อลอนโซ่ถึงลงไปนอนกับพื้นร้องโอดๆ เลยที่เดียว แต่ไน

เจล เดอ ยอง โดนโทษแค่ใบเหลืองเท่านั้น
35 นาทีผ่าน ทั้งสองทีมต่างตัดเกมและมีจังหวะการปะทะอันตรายหลายต่อหลายครั้ง และมีใบเหลืองถึง 5 ใบแล้วในครึ่งแรก ในอีกสองนาทีต่อมา เป็นทางด้านทีมฮอลแลนด์ได้เตะมุกจากมุมธงฝั่งขวา เป็นรอบเบนโยนเลยมาถึงเสาสอง ให้ มาไธจ์เซ่น ยื่นโล่งๆคนเดียว แต่มาไธจ์เซ่น ยิงจั่วลมแบบน่าเกลียด ฮอลแลนด์พลาดโอกาสได้ประตูขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย

เข้าสู่นาทีที่40กลางของทีมสเปนไม่มีโอกาสสร้างสรรค์เกมรุกได้อย่างถนัดเลย และเป็นฮอลแลนด์ที่ตั้งเกมบุกใส่ทางด้านสเปนได้มากกว่าแล้ว

และในช่วงท้ายครึ่งแรกเป็นทางด้านทีมสเปนลงไปตั้งเกมรับกับอยู่หน้าปากประตู และในช่วงทดเวลา เป็นทาง รอบเบนได้จังหวะยิงด้วยซ้าย บอลพุ่งจะเสียบเสาแรกอยู่แล้ว แต่การ์ซียาสพุ่งสุดตัวปัดออกหลังไปได้ อย่างหวุดหวิด จบครึ่งแรก ฮอลแลนด์ 0 สเปน 0

เริ่มเกมมาในครึ่งหลัง ในช่วงแรกทั้งสองทีมยังครองบอลกันส่วนใหญ่อยู่กลางสนาม และทั้งสองทีมยังไม่สามารถหาโอกาสยิงประตูกันได้อย่างถนัด โดยทางซาบี มีบทบาทน้อยมากในการสร้างสรรค์เกมบุกให้กับทางด้านสเปน เพราะโดนกองกลางของทางฮอลแลนด์ไล่บีบพื้นที่กันได้ดีเหลือเกิน

55 นาทีผ่าน ทั้งสองทีมยังคงเล่นกันได้อย่างสู่สีเหลือเกิน ต่างฝ่ายต่างมีเกมรับที่เหนียวแน่นทำการหาโอกาสยิงประตู มีกันน้อย เพราะต่างฝ่ายต่างเข้าบอลกันหนักเหลือเกิน โดยเป็นฝ่ายฮอลแลนด์ที่โดนใบเหลืองไปแล้ว 5 ใบ และทางฝั่งสเปนอีก 2 ใบ

นาทีที่ 60 สเปนเปลี่ยนเอา เปโดร โรดริเกซ ออก แล้วเอา เจซุส นาบาส ลงมาเล่นแทน ถึงตอนนี้เกมบุกของสเปนดูอึดอัดเหลือเกิน และในจังหวะต่อมา เวสลีย์ สไนจ์เดอร์ จ่ายบอลตามช่องทะลุแผงกองหลังให้รอบเบน หลุดเข้าไปล่อเป้า กับการ์ซียาส แต่จังหวะนี้รอบเบนยิงไปโดนปลายเท้าขวาของการ์ซียาส บอลพุ่งหลุดเสาออกไปแบบเหลือเชื่อ!

65 นาทีผ่านฮอลแลนด์หาจังหวะตั้งเกมรุกเข้าใส่สเปนได้อย่างต่อเนื่อง และกองหลังสเปนเริ่มแสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนในแนวรับบ้างแล้ว และในนาที ที่ 69 เป็นทาง นาบาส ได้จังหวะกระชากขึ้นมาทางฝั่งขวา ก่อนที่จะเปิดเข้ากลางบอลเลยมาถึง บีย่า ยืนอยู่โล่งๆ ก่อนที่ บีย่าจะตัดสิ้นใจกดด้วยขวา แต่บอลพุ่งไปติดหน้าแข้งจอห์น ไฮติงก้า บอลลอยข้ามคานออกไป หวุดหวิด

ในนาทีที่ 70 ฮอลแลนด์เริ่มแก้เกมบ้างเปลี่ยนเอา เค้าท์ ออกและเอาปีกตัวจี๊ดอย่าง เอเลีย ลงมาเล่นแทน เพราะถึงตอนนี้กลายเป็นทางด้า่นทีมสเปนมีโอกาสสร้างเกมบุกได้ต่อเนื่องมากขึ้นแล้ว โดยเฉพาะ บีย่า ที่มีโอกาสยิงสองถึงสามครั้งติดแล้ว และในจังหวะต่อมาสเปนมาได้ลูกเตะมุมทางฝั่งซ้าย เปิดบอลเข้ามาโดย ซาบี และเป็นทางด้าน รามอส ขั้นโขกโล่งๆ บริเวณเขตโทษ แต่บอลกลับพุ่งเหินข้ามคานออกไป

80 นาทีผ่านถึงตอนนี้สเปนพับสนามบุกเข้าใส่ฮอลแลนด์ ชนิดที่เรียกว่า การ์ซียาส ยืนเหงาเลย แต่! อีกสองนาทีต่อมาฮอลแลนด์ได้จังหวะสวนกลับ จากการโยนยาวของ โจวานนี่ ฟาน บรองก์ฮอร์สท์ ให้รอบเบน ก่อนรอบเบนจะใช้สปีดวิ่งแซง ปูโยล แล้วหลุดเข้าเดี่ยวๆกับ การ์ซียาส แต่การ์ซียาสก็ยังทำหน้าทีได้ดีอยู่

เข้าสู่ช่วงท้ายเกมของครึ่งหลัง รูปเกมกลับมาสู่สีกันอีกครั้ง โดยทางสเปนจะใช้การจ่ายบอลตามช่องเข้าใส่ แต่ทางด้านฮอลแลนด์ใช้การโยนยาว ใาการเจาะแนวรับของสเปน และเข้าสู่ในช่วงทดเจ็บก็ยังทำอะไรกันไม่ได้ยังเสมอกันอยู่0ต่อ0 ต้องไปลุ้นในช่วงต่อเวลาพิเศษต่อไป

เริ่มมาในช่วง ทดเวลาพิเศษครึ่งแรก เป็นสเปนที่มีโอกาสได้ยิงก่อน จากฟาเบรกาสแต่ก็ยังติดขาของมาร์เท่น สเตเคเลนเบิร์ก ออกไปอีกและหวะต่อมาอิเนียสต้าเลี้ยงบอลหลบแผงหลังหลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษ แต่ลูกนี้ยิงไปติดบล็อกของฮอลแลนด์ ออกไป และในจังหวะต่อมา ก็เป็นนาบาสได้ยิงอีกครั้ง แต่ยังติดบล็อกกองหลังของฮอลแลนด์ออกไปอีกครั้ง

และในนาทีที่ 103 ฟาเบรกาส ก็ได้จังหวะยิงจากหน้ากรอบเขตโทษ แต่ก็ยังพุ่งหลุดออกหลังไปอีก ถึงตอนนี้สเปนสร้างเกมบุกได้ต่อเนื่อง และมีโอกาสยิงประตูทุกครั้งที่บุกขึ้นมา และก็หมดเวลาครึ่งแรกของช่วงต่อเวลาพิเศษ ยังเสมอกันอยู่ 0ต่อ0

เริ่มช่วงต่อเวลาพิเศษครึ่งหลัง สเปนก็ยังเดินหน้าบุกใส่สเปนอย่างต่อเนื่อง และทางด้านสเปนก็เปลี่ยนเอส บีย่า ออกแล้วเอา ตอเรส ลงมาเล่นแทน ถึงตอนนี้ทำให้บีย่าหมดโอกาสยิงประตูเพิ่มในฟุตบอลโลกแล้ว
และในนาที 109 ฮอลแลนด์ก็ต้องมาเหลือ10คน จากจังหวะที่ีจอห์น ไฮติงก้าไปดึง อันเดรส อิเนียสต้า ล้มลงหน้ากรอบเขตโทษ โดนใบเหลืองที่สองกลายเป็ยใบแดง ไล่ออกจากสนามออกไป แล้วทางฮอลแลนด์ ก็ถอนเอา ฟาน บอมเมล ไปยืนเป็นเซนเตอร์แทน

ตอนนี้ฮอลแลนด์ก็ลงไปตั้งเกมรับอยู่หน้าเขตโทาของตัวเองกันหมดแล้ว และรอการใช้จังหวะสวนกลับในการบุกใส่สเปนเท่านั้น และในนาทีที่ 116 สเปนก็มาได้ประตูขึ้นนำ จากการจ่ายอย่างงามของฟาเบนกาส ไปให้ อันเดรส อิเนียสต้า ยิงจ่อๆ สเปนขึ้นนำฮอลแลนด์1ต่อ0 และเหลือเวลา อีกเพียงแค่ 4 นาทีเท่านั้น และฮอลแลนด์ก็ทำประตูตีเสมอไม่ได้ จบ120นาที สเปนเอาชนะฮอลแลนด์ไปได้ 1ต่อ0 สเปนเป็นแชมป์โลก!

รายชื่อนักเตะ 11 ตัวจริง ทั้งสองทีม

ฮอลแลนด์

ผู้รักษาประตู : มาร์เท่น สเตเคเลนเบิร์ก

ผู้เล่น : จอห์น ไฮติงก้า, โจวานนี่ ฟาน บรองก์ฮอร์สท์(กัปตัน), เกรกอรี่ ฟาน เดอร์ วีล, ยอริส มาไธจ์เซ่น, มาร์ค ฟาน บอมเมล, ไนเจล เดอ ยอง, เวสลีย์ สไนจ์เดอร์, เดิร์ค เคาท์, อาร์เยน ร็อบเบน, โรบิน ฟาน เพอร์ซี่

สเปน

ผู้รักษาประตู : อีเกร์ กาซียาส(กัปตัน)

ผู้เล่น : เคราร์ด ปิเก้, การ์เลส ปูโยล, โจน กัปเดบีล่า, เซร์คิโอ รามอส, อันเดรส อิเนียสต้า, ชาบี เอร์นานเดซ, เซร์คิโอ บุสเก็ตส์, เปโดร โรดริเกซ, ดาบิด บีย่า

ที่มา http://sport.mthai.com/worldcup2010-football/36520.html

วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ผลบอล : หัตถ์เทพซัวเรซพาจอมโหดเข้า4ทีม หลังเจ๊า1-1ดวลเป้านำชัย

ผลบอล : หัตถ์เทพซัวเรซพาจอมโหดเข้า4ทีม หลังเจ๊า1-1ดวลเป้านำชัย ทีมดาวดำ กาน่าลุ้นทำประวัติศาสตร์เป็นทีมจากแอฟริกาทีมแรกที่เข้ารอบ 4 ทีมสุดท้าย ส่วนอุรุกวัยแนวรุกมีตัวอันตรายลงกันครบทั้งหลุยส์ ซัวเรซ ดิเอโก้ ฟอร์ลัน และเอดิสัน คาวานี่

เปิดเกมทั้งคู่ยังดูเชิงกันอยู่ จน น.10 ซัวเรสได้บอลอยู่มุมธงด้านซ้าย ก่อนล็อคหลบกองหลังกาน่าเข้ากลางและยิงด้วยขวา บอลพุ่งเข้ามือผู้รักษาประตู คิงสันเซฟไว้ได้

เป็นอุรุกวัยที่เริ่มครองเกมได้ดีกว่าอย่างชัดเจน น.17 จากลูกเตะมุมของฟอร์ลัน บอลไปโดนหน้าอกของเมนซาห์แฉลบเปลี่ยนทาง ลูกทำท่าจะเข้าประตูแต่คิงสันยังทุบบอลทิ้งออกไปได้

น. 24 ฟอร์ลันที่เล่นได้ดีและยังคงวูบวาบในแนวรุกได้ยิงไกลด้วยขวา บอลลอยข้ามคานออกไป จังหวะต่อมากองหลังของกาน่าเข้าสกัดบอลกันพลาด ซัวเรซได้หลุดเข้าไปยิงในเส้น 18 หลา คิงสันยังปัดข้ามคานออกไปได้

ครึ่งชั่วโมงผ่านไปเป็นกาน่าที่ได้มีโอกาสจังๆ บ้าง จากลูกเตะมุม วอร์ซาห์ได้ขึ้นโหม่งเหน่งๆ บอลลอยเฉี่ยวเสาออกไป ไม่กี่นาทีต่อมา กาน่าได้โอกาสโต้กลับสวยๆ บอลขึ้นมาทางกราบขวา ปริ๊นซ์ บัวเต็ง ใช้ความเร็วกระชากไปริมเส้น ก่อนผ่านให้กียานได้แปแหน่งๆ ในกรอบเขตโทษ บอลเฉี่ยวเสาออกไปอีก

กาน่ามาแรงเอาช่วงปลาย เมนซาห์ได้ขึ้นโหม่งตั้งในกรอบเขตโทษ บอลวิ่งไปทางเสาสองแต่ไม่มีผู้เล่นของกาน่าเข้ามาชาร์จ บอลไหลออกหลังไป กาน่าบุกมาเป็นชุดเหมือนกัน ช่วง 2 นาทีสุดท้ายกียานได้ยิงไกลนอกกรอบเขตโทษ แต่บอลเบาเกินไป มุสเลรายังเซฟไวได้

กาน่ายังมาเป็นชุดๆ ปริ๊นซ์ บัวเต็งได้ยิงจักรยานอากาศหน้าปากประตู แต่โดนไม่ดีบอลลอยข้ามคานไปแบบได้ลุ้น

ช่วงทดเจ็บ กาน่าขึ้นนำสุดช็อค มุนตารี่ ซัดไกลนอกกรอบเขตโทษเกือบ 40 หลา บอลพุ่งอย่างกับจรวดก่อนเลี้ยวหนีมือมุสเลราเข้าประตูไป หมดครึ่งแรกกาน่านำ 1-0

เริ่มครึ่งหลัง เป็นอุรุกวัยที่ตีเสมอได้ทันใจใน น.55 ฟอร์ลันยิงฟรีคิกบริเวณมุมกรอบเขตโทษด้านซ้าย ฟอร์ลันยิงอัดเข้าไปแบบเต็มข้อ บอลฮุกหนีมือผู้รักษาประตู เสียบคานเข้าไปแบบสุดสวย อุรุกวัยตีเสมอ 1-1

น.55 กียานได้ยิงไกลลอดขากองหลุงอุรุกวัย มุสเลราปัดบอลออกมา ผู้เล่นกาน่าจะเข้าซ้ำแต่กองหลังอุรุกวัยเคลียร์ทิ้งออกไปได้ทัน
คิงสันพลาดเสียสมาธิอย่างรุนแรง จากจังหวะที่ไม่น่ามีอะไรบอลไหลช้าๆ กลับมาที่ผู้รักษาประตู คิงสันจะเอาเท้าจับจับบอล แต่บอลไหลลอดหว่างขาออกหลังไปเฉย ดีที่คิงสันไม่ยืนกลางประตูไม่งั้นบอลเข้าประตูไปแบบทุเรศแล้ว

น.63 ฟอร์ลันพาบอลไปสุดเส้นหลังก่อนผ่านโด่งเข้ากลาง บอลลอยข้ามหัวคิงสัน ซัวเรซวิ่งเข้ามาชาร์จที่เสาสอง บอลเข้าข้างตาข่ายไป อุรุกวัยน่าขึ้นนำสุดๆ ในจังหวะนี้

เริ่มชัดเจนว่าอุรุกวัยกลับมาครองเกมดีกว่า อุรุกวัยทำเกมด้วยลูกชิ่งจากกรอบเขตโทษด้านซ้าย จังหวะสุดท้ายเป็นซัวเรซที่ได้ยิงมุมแคบ แต่ตรงตัวคิงสันที่ปัดข้ามคานออกไปได้

ทั้งสองทีมได้ยิงไกลกันคนละที กียานได้ยิงไกลแต่เข้าซองผู้รักษาประตู ส่วนอุรุกวัยได้ฟรีคิกระยะไกล ฟอร์ลันยิงอีก แต่บอลเข้าข้างตาข่ายไป
น.78 จากฟรีคิกของฟอร์ลัน ซัวเรซได้โฉบเข้ามาก้มโหม่งบอลพุ่งทำท่าจะเสียบเสาอยู่แล้ว ดีที่คิงสันยังไวพุ่งปัดออกไปได้ จังหวะต่อมาอุรุกวัยโต้กลับขึ้นมาเป็นแผง ฟูซิเล่ที่พาบอลมาไม่ยอมจ่ายให้เพื่อนที่ทำทางกันขึ้นมา แต่ตั้งป้อมยิงไกลเองบอลลอยข้ามคานไปแบบไม่ได้ลุ้น

ช่วงท้ายเกม ทั้งสองทีมเล่นเกร็งๆ กันทั้งคู่ จังหวะเข้าทำยังขาดๆ เกินๆ แม้ว่าอุรุกวัยจะพยายามโหมบุกเข้าใส่เพราะไม่อยากเสมอ แต่จบสกอร์ไม่ขาด หมด 90 นาทีเสมอกันไป 0-0 ต้องต่อเวลาออกไปอีก 30 นาที

ช่วงต่อเวลาครึ่งแรกทั้งสองทีมยังไม่มีจังหวะยิงกันจะๆ เพราะทำบอลสุดท้ายเสียกันป็นส่วนใหญ่ บอลมาดราม่าในช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งหลัง จากลูกเตะมุม กาน่าโถมบุกอย่างหนัก กองหลังอุรุกวัยเคลียร์กันไม่ขาด กาน่าได้ซัดเหน่งๆ ในกรอบเขตโทษแต่ซัวเรซลงไปช่วยเซฟจากเส้นได้ ก่อนที่จังหวะสุดท้ายอดิยาห์จะโหม่งระยะเผาขนบอลทำท่าจะลอยเข้าประตูอยู่แล้ว แต่ก็เป็นซัวเรซที่จำใจต้องกระโดดเอามือปัดบอลทิ้งไปจากเส้นประตู กรรมการชักใบแดงไล่ซัวเรซออกทันที กาน่าได้จุดโทษที่จะพาพวกเขาเข้ารอบ 4 ทีมได้สำเร็จ แต่อนิจจังกียานดันยิงจุดโทษไปโดนคานเต็มๆ ความฝันของกาน่าสลาย ต้องไปลุ้นต่อในการยิงจุดโทษ
ช่วงยิงจุดโทษ อุรุกวัยได้ยิงก่อน ลูกแรกฟอร์ลันซัดเข้าไปแบบนิ่งๆ ก่อนที่กียานจะปาดน้ำตายิงตีเสมอในกาน่า คนที่สองของทั้งสองทีมไม่พลาด ส่วนคนที่สามของอุรุกวัยก็ยังไม่พลาด ก่อนที่เมนซาห์คกัปตันทีมกาน่าซึ่งเป็นคนที่สามจะยิงไปโดนเซฟ คนที่สี่ของอุรุกวัยเปไรร่ายิงข้ามคานไป สถานการณ์มาพลิกอีกเมื่อคนที่สี่ของกาน่าอดิยาห์ยิงไปโดนมุสเลราเซฟอีก ทำให้คนสุดท้ายของอุรุกวัยถ้ายิงเข้าชนะเลย และเป็นอบิรวที่สังหารไม่พลาด อุรุกวัยชนะจุดโทษกาน่า 4-2 ทะลุเข้ารอบ 4 ทีมสุดท้ายต่อไป ส่วนทีมจากแอฟริกาตกรอบหมด

11 ตัวจริงทั้งสองทีม

อุรุกวัย : เฟอร์นันโด มุสเลรา, แม็กซิมิเลียโน เปเรรา, ดีเอโก ลูกาโน, เมาริซิโอ วิคตอริโน, ฮอร์เก ฟูซิเล, ดีเอโก เปเรซ, เอกิดิโอ อเรวาโล, อัลวาโร เฟอร์นันเดซ, เอดินสัน คาวานี, ดีเอโก ฟอร์ลัน, หลุยส์ ซัวเรซ

กานา : ริชาร์ด คิงสัน, จอห์น เมนซาห์, ไอแซค วอร์ซาห์, จอห์น พันท์ซิล, ฮันส์ ซาร์เป, ซามูเอล อิงคูม, เควิน-ปรินซ์ บัวเต็ง, อันโธนี อันนัน, ควัดโว อซามัวห์, ซุลลีย์ มุนตารี, อซามัวห์ กีอัน

ข่าวฟุตบอลโลก 2010
ที่มา http://sport.mthai.com/worldcup2010-football/35265.html

รายการบล็อกของฉัน